INDEGO Market Outlook & Investment Strategy 2020
INDEGO Market Outlook & Investment Strategy 2020
“Dusk or Dawn” 

We Can’t Predict, We Can Prepare. 
 
✍ ปี 2019 นับว่ายังเป็นปีที่ยังมีความไม่แน่นอนในการลงทุนที่สูงจากประเด็นสงครามการค้าที่ยังยืดเยื้อและทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าปี 2018 และเป็นปัจจัยกดดันให้เศรษฐกิจโลกเติบโตช้าลง โดยการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังเป็นประเด็นที่ยังมีความไม่แน่นอน ขณะที่ธนาคารกลางหลายแห่งของโลกได้กลับมาดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายอีกครั้งเพื่อประคองเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง
 
✍ ในปี 2020 นี้เรามองว่าภาพรวมของเศรษฐกิจและสังคมของโลกยังคงมีความท้าทายอยู่หลายปัจจัย ทั้งความท้าทายทางเศรษฐกิจ ประเด็นสงครามการค้า ความแตกต่างทางชนชั้นซึ่งส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมถึงการ Disruption ของธุรกิจยุคใหม่ที่กำลังทำลายธุรกิจยุคเก่า ส่งผลให้ธนาคารกลางและรัฐบาลหลายแห่งต้องใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเราคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปัจจุบันโดยรวมกำลังอยู่ในช่วงของปลายวัฏจักร (Late cycle) สะท้อนผ่านสภาพตลาดที่เราเห็นตัวเลขที่แสดงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง อัตราดอกเบี้ยยังมีโอกาสที่อยู่ในแนวโน้มขาลง นักลงทุนยังคงมีพฤติกรรม Search for yield คือไล่ล่าหาผลตอบแทนโดยยอมลดส่วนชดเชยความเสี่ยงที่ควรจะได้รับ ท่ามกลางแนวโน้มอนาคตที่สินทรัพย์หลายอย่างอาจให้ผลตอบแทนลดลงจากในอดีต ถึงแม้ว่าในระยะสั้นถึงกลางเราอาจจะเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้ หากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีผลลัพธ์ออกมาดีขึ้น ประกอบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางและรัฐบาลทั่วโลกอาจช่วยประคองเศรษฐกิจโลกให้ยืดภาวะเศรษฐกิจถดถอยออกไปได้ ทำให้แนวโน้มภาพรวมยังมีความคลุมเครือไม่ชัดเจนว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงยามเย็นใกล้ค่ำ หรือ เป็นช่วงเวลารุ่งสางที่กำลังจะเข้าสู่กลางวันอันสดใสครั้งใหม่กันแน่ อย่างไรก็ตาม เรามีมุมมองหลัก (Base case) ว่าวัฏจักรเศรษฐกิจรอบใหญ่ยังคงเป็นทิศทางการชะลอตัวและน่าจะอยู่ในปลายวัฏจักร (Late cycle) ขณะที่ความไม่แน่นอนทั้งปัจจัยเชิงบวกและเชิงลบยังอยู่ในระดับสูง โดยหากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีผลลัพธ์ออกไปในเชิงบวก เรามองว่าในระยะสั้นถึงกลางจะส่งผลให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าในช่วงที่ผ่านมา อย่างกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และยุโรปจะมีการฟื้นตัวได้ดี แต่หากการเจรจาการค้าออกมาไปในทิศทางลบ ก็จะยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันสินทรัพย์เสี่ยงโดยภาพรวมต่อไป

✍ ดังนั้นการจัดพอร์ตการลงทุนของเราในปี 2020 นี้ ยังแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์การลงทุนด้วย “การกระจายการลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพดี” เป็นหลัก เพื่อรับมือกับความเสี่ยงทั้งด้านขาลงและความเสี่ยงทางด้านขาขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน โดยเราให้น้ำหนักไปที่ความเสี่ยงทางด้านขาลงมากกว่าขาขึ้น จึงแนะนำให้จัดสรรพอร์ตการลงทุนนำโดยตราสารหนี้ที่มีคุณภาพสูง อายุเฉลี่ยตราสารไม่ยาวเกินไปและมีส่วนชดเชยความเสี่ยงของผลตอบแทนอยู่ในระดับที่มากเพียงพอ ผสมตราสารทางเลือกที่สามารถช่วยสร้างผลตอบแทนและช่วยบริหารความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนได้อย่างเหมาะสม และตามมาด้วยสินทรัพย์เสี่ยงหุ้น โดยเน้นไปที่หุ้นคุณภาพสูงที่มีการเติบโตที่โดดเด่นเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจยุคใหม่ที่เติบโตในภาคการบริโภคและภาคบริการ และหุ้นกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากประเด็นสงครามการค้าอย่างจำกัดและยังเหลือเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งน่าจะยังคงสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นกว่าตลาดโดยภาพรวมที่มีหลายธุรกิจยุคเก่ากำลังเติบโตช้าลงหรือกำลังถูกทำลาย และได้รับผลกระทบน้อยกว่าหากประเด็นสงครามการค้ามีความยืดเยื้อ

✍ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าด้วยมุมมองการลงทุนที่เน้นการตั้งรับผสมกับการคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูงเพื่อการบริหารความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสมจะสามารถช่วยสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนได้อย่างน่าพอใจและสามารถเตรียมรับมือเพื่อก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนไปได้อย่างยั่งยื

✍ Mega Themes 6Ds

✔ Demography  
• จำนวนและโครงสร้างประชากรของโลกและรายภูมิภาคจะมีผลต่อการเติบโตและการสร้างผลตอบแทนให้กับการลงทุนในอนาคต โครงสร้างประชากรโลกที่เปลี่ยนไป มีหลายประเทศเริ่มเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” มากขึ้น อาจหมายถึงการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมที่ช้าลง ทำให้ธีมการลงทุนต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับแนวโน้มโครงสร้างประชากรโลกและรายภูมิภาค
 
✔ Disruption
• ธุรกิจยุคใหม่มีแนวทางการทำธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปก่อให้เกิดการแย่งชิงตลาดจากธุรกิจยุคเก่าที่ปรับตัวไม่ทัน ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดจะทำให้ผู้ชนะและผู้แพ้มีความแตกต่างกันมากขึ้นในอนาคต

✔ Dematerialization
• พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป มีความยึดติดกับความเป็นเจ้าของในสิ่งของน้อยลง รวมถึงการใช้บริการที่สะดวกสบายมากขึ้นจากเทคโนโลยียุคใหม่ ทำให้จากเดิมที่ต้องมีของใช้จำนวนมากกลายเป็นสามารถใช้ประโยชน์ในสิ่งของเหล่านั้นผ่านบริการได้แทน รวมถึงเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้สิ่งของหลายอย่างที่เคยจำเป็นต้องมีจะหายไปจากการถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยี

✔ Dirty
• โลกที่เจริญเติบโตมากขึ้นนับตั้งแต่ในอดีตแลกมาด้วยหลายสิ่งที่ทำให้โลกของเรามีความเสื่อมลงและสกปรกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม หรือสิ่งแวดล้อม ธุรกิจยุคใหม่ที่มีการแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยความยั่งยืนได้ จะได้รับรางวัลตอบแทนจากสังคมและจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

✔ Debt 
• ปริมาณหนี้ทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ อาจฉุดให้เศรษฐกิจเติบโตได้ช้าลงในอนาคตและกดดันให้อัตราดอกเบี้ยไม่สามารถปรับตัวขึ้นสูงได้ไกล และยังเป็นประเด็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามในระยะยาว

✔ Diversification
• โลกยุคใหม่หมุนไวกว่าเดิม การเปลี่ยนแปลงในโลกของการลงทุนสามารถเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กลยุทธ์การลงทุนที่สำคัญและจะช่วยให้พอร์ตการลงทุนสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน คือ “การกระจายการลงทุน”

✍ Key Themes for 2020

✔ ความเสี่ยงประเด็นสงครามการค้าและการเลือกตั้งสหรัฐฯ จะยังเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางตลาดทุน
✔ ธนาคารกลางทั่วโลกจะยังดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายต่อไป แต่เริ่มเหลือกระสุนน้อยลง
✔ นโยบายการคลังจะมีบทบาทมากขึ้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
✔ การกระจายการลงทุนเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญเพื่อรับมือกับความเสี่ยงในหลายด้าน
✔ หุ้นที่เติบโตเชิงโครงสร้างในภาคการบริโภคและภาคบริการจะยังสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นกว่าตลาด
✔ ตราสารหนี้ต้องมีอายุเฉลี่ยไม่ยาวเกินไป มีคุณภาพสูงและส่วนชดเชยความเสี่ยงคุ้มค่า
✔ REITs จะยังช่วยสร้างกระแสเงินสดได้ดีท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ทองคำจะเป็นตัวช่วยที่ดีในการบริหารความเสี่ยงพอร์ต
✔ ภาวะ Disruption จะยังดำเนินต่อไปและมีความชัดเจนมากขึ้น
✔ การลงทุนที่เน้นความยั่งยืนจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในตลาดทุนโลก
✔ เสริมพอร์ตด้วยกลยุทธ์การลงทุนที่ยืดหยุ่นเพื่อเตรียมรับมือกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง

✍ Asset Class Recommendation 2020 – การกระจายการลงทุนยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในปี 2020

✔ ตราสารทุน (Neutral) ยังเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ แต่ต้องติดตามประเด็นความเสี่ยงจากสงครามการค้าและการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยเรายังชอบกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคบริโภคและภาคบริการที่มีการเติบโตเชิงโครงสร้าง

✔ตราสารหนี้ (Neutral) ยังเป็นสินทรัพย์ที่ยังสร้างผลตอบแทนได้สม่ำเสมอ แต่ต้องมีการคัดเลือกมากขึ้นหลังจากอัตราดอกเบี้ยปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำมาก

✔สินทรัพย์ทางเลือก (Neutral) ใช้เป็นตัวช่วยสร้างผลตอบแทนและบริหารความเสี่ยงได้ดีในยามที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมาก และเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงชะลอตัว

✍ Asset Class Review 2019

✔ ภาพรวมตลาด
• สินทรัพย์หลายประเภททั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว โดยธนาคารกลางหลักทั่วโลกกลับมาใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายเพื่อประคองเศรษฐกิจ จากปัจจัยความเสี่ยงจากสงครามการค้า

✔ ตราสารหนี้
• ตราสารหนี้ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ มีการปรับตัวลงแรงเหลือเพียง 1.84% และตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนติดลบมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น โดยคิดเป็น 20% ของตราสารหนี้ทั่วโลก

✔ REITs
• REITs เป็นอีกสินทรัพย์ที่มีการปรับตัวขึ้นมาสูงตั้งแต่ปีที่แล้ว จากส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนจากปันผลและพันธบัตรอยู่ในระดับที่น่าสนใจ และใช้เป็นสินทรัพย์หลบภัยในช่วงตลาดหุ้นผันผวน

✔ หุ้นโลก
• หุ้นโลกมีการปรับตัวขึ้นมากว่า 22.2% นำโดยตลาดหุ้นจีนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 30% แต่ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงผันผวนจากสงครามการค้า อีกทั้งตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มออกมาชะลอตัวในช่วงท้ายปี 

✔ สินค้าโภคภัณฑ์
• น้ำมันปรับตัวขึ้นจากความกังวลด้านอุปทานส่วนเกินที่ลดลง แต่ด้านอุปสงค์เริ่มชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงพันธบัตรสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลง 

✔ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
• แม้ว่าธนาคารกลางหลักสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้งในปี 2019 เพื่อประคองเศรษฐกิจ แต่ยังมี Fund Flow ไหลเข้าตลาดสหรัฐฯ ปริมาณมาก ซึ่งกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย

✍ ความเสี่ยงประเด็นสงครามการค้า จะยังเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางตลาดทุน

 การเจรจา Phase 1 อาจบรรลุได้ แต่ Phase ต่อไปยังมีความซับซ้อน

จีนและสหรัฐฯ ประกาศว่าการดำเนินการจัดเตรียมการลงนามเป็นไปได้ด้วยดีและยืนยันว่าจะเกิดการลงนามกันขึ้นภายในเวลาอันใกล้ แม้ว่าจะมีสัญญาณของความไม่แน่นอน

สหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มที่จะเลื่อนการจัดเก็บภาษีจากสินค้าจีนมูลค่า 1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือน ธ.ค. นี้ เนื่องจากสินค้าในวงเงินดังกล่าวประกอบด้วยสินค้าอุปโภคบริโภคที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของภาคการบริโภค และอัตราเงินเฟ้อที่อาจเพิ่มจากระดับราคาสินค้านำเข้าที่สูงขึ้น แม้ว่าจะมีสัญญาณของความไม่แน่นอน ดังนั้นเรามองว่าการเจรจาการค้า Phase 1 มีแนวโน้มที่จะบรรลุลงได้ และความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจอาจกลับมาดีขึ้นในช่วงต้นปี 2020 โดยเฉพาะภาคการเกษตรของสหรัฐฯ

การเจรจาการค้าใน Phase 2 จะเน้นประเด็นที่เกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทสหรัฐฯ ที่ทำธุรกิจกับบริษัทจีน ซึ่งอาจรวมไปถึงการพิจารณาบริษัทเทคโนโลยีจีนที่ถูกจัดอยู่ในบัญชีดำของสหรัฐฯ และประเด็นที่รัฐบาลจีนให้การสนับสนุนบริษัทรัฐวิสาหกิจในจีน โดยรวมแล้วการเจรจาภายหลังจาก Phase 1 จะมีความซับซ้อนมากขึ้นเนื่องจากเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารเชิงโครงสร้างของจีนที่ยากต่อการปรับเปลี่ยน ในขณะที่การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ในปลายปีหน้าจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ การเจรจาการค้าจึงยังคงเป็นปัจจัยสำคัญทางการเมืองที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่องในปี 2020
✍ ความเสี่ยงประเด็นการเลือกตั้งสหรัฐฯ จะยังเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางตลาดทุน

✔ การเลือกตั้งสหรัฐฯ ในปี 2020
• การเลือกตั้งสหรัฐฯ ยังมีความน่าสนใจ เนื่องจากนโยบายต่างๆ มีผลต่อการลงทุนในปี 2020

✔ ถ้าตัวแทนจากพรรคเดโมแครตสามารถชนะการเลือกตั้ง
• US – China Trade War: สถานการณ์สามารถเกิดขึ้นได้ 3 แนวทาง ได้แก่ ยกเลิกการเก็บภาษี การคงอัตราภาษี และเพิ่มอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากจีน อย่างไรก็ตามการเก็บภาษีดังกล่าวเป็นการทำให้ค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนทางธุรกิจของบริษัทสหรัฐฯ สูงขึ้น 
• Medicare for All: โดยทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการทางด้านสาธารณสุขได้ ซึ่งรัฐเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลให้ทั้งหมด
• พลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม: มุ่งเน้นให้สหรัฐฯ เป็นผู้นำในด้านพลังงานสะอาดของโลก ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด 100% ในปี ค.ศ. 2050
• Wealth Tax: การเก็บภาษีความมั่งคั่ง โดยเริ่มต้นที่ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไปจนถึง 8% ของทรัพย์สิน
• Break Up Big Tech and Privacy Policy: นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการควบรวมกิจการระหว่างบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และบริษัทเทคโนโลยีขนาดเล็ก รวมถึงการรักษา
ข้อมูลลูกค้าไม่ให้รั่วไหล 

✔ ถ้าพรรครีพับลิกันสามารถชนะการเลือกตั้ง เรามองว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะได้รับการสนับสนุนในการลงสมัครเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2
• US – China Trade War: เป็นประเด็นที่ยังต้องติดตาม เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาการเจรจามีทิศทางบวกมากขึ้นในข้อตกลง Phase 1 แต่ในอนาคตยังคงต้องติดตามทั้งในเรื่องของข้อตกลงทางการค้า และการเก็บภาษีอื่นๆ ใน Phase ถัดไป
• เศรษฐกิจและการจ้างงาน: ประคองเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับเดิมเหมือนในปีที่ผ่านมา รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดเล็กให้สามารถแข่งขันและเติบโตในตลาดได้
• Foreign Policy: การเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสำหรับวัตถุดิบที่สามารถผลิตได้เองภายในประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการในประเทศหันมาซื้อสินค้าภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการเจรจาหรือยกเลิกข้อตกลงทางการค้ากับต่างประเทศที่มองว่าสหรัฐฯ เป็นผู้เสียเปรียบทางการค้า 
✍ ธนาคารกลางทั่วโลกจะยังดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายต่อไป แต่เริ่มเหลือกระสุนน้อยลง 

✔ มุมมองของเราต่ออัตราดอกเบี้ยและการขยายขนาดงบดุล
• เรามองว่ากระสุนของธนาคารกลางเริ่มน้อยกว่าในอดีตหากเผชิญวิกฤติทางการเงิน โดย Fed ยังมีเครื่องมือเหลือเยอะที่สุดใน 3 ธนาคารกลางหลัก รองลงมา คือ ECB และ BoJ ตามลำดับ แต่จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันธนาคารกลางทำ QE ด้วยวงเงินที่น้อยลงกว่าในอดีตและเริ่มมีประสิทธิภาพต่ำกว่าเดิม จึงมีความเป็นไปได้น้อยที่ธนาคารกลางหลักจะรีบทำการขึ้นอัตราดอกเบี้ยและหยุดการขยายขนาดงบดุลและเทขายสินทรัพย์ออกมาในระยะสั้น เราจึงคาดว่าธนาคารกลางหลักจะยังดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายต่อไป จนกว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้น ประกอบกับเมื่อประเด็นสงครามการค้าส่งสัญญาณผ่อนคลายลงมาก

✔ มุมมองของเราต่อสภาพคล่องของตลาด
• เราคาดว่าในปี 2020 ขนาดสินทรัพย์รวมของธนาคารหลักทั้ง 3 รวมกัน จะทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากการขยายงบดุลอย่างต่อเนื่อง ทำให้สภาพคล่องที่ล้นตลาดนั้นกดดันให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรยังอยู่ในระดับต่ำ และราคาสินทรัพย์ต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งการใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายต่อเนื่องจะยังเป็นปัจจัยที่ทำให้สภาพคล่องของตลาดยังอยู่ในระดับสูงและเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์ทางการเงิน
• เราแนะนำให้นักลงทุนกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ในหลายภูมิภาคเพื่อกระจายความเสี่ยงหากนโยบายการเงินเริ่มมีประสิทธิภาพลดต่ำลง
✍ นโยบายการคลังจะมีบทบาทมากขึ้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

✔ สหรัฐฯ ยังคงดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
• สหรัฐฯ ยังคงทำนโยบายขาดดุลทางการคลังต่อไป เนื่องจากเป็นการกระตุ้นให้เศรษฐกิจยังสามารถดำเนินต่อไปได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพของประชาชน ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้รัฐบาลยังคงต้องดำเนินงบประมาณขาดดุล แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นแล้วสหรัฐฯ สามารถก่อหนี้เพิ่มขึ้นได้ รวมถึงสามารถขยายกรอบอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ได้หากเศรษฐกิจยังเติบโตได้ดี จากการสนับสนุนของภาครัฐทำให้ประชาชนสามารถลดค่าใช้จ่ายในด้านสุขภาพ และนำมาใช้ในด้านการอุปโภคและบริโภคมากขึ้น รวมถึงผลกระทบจากการที่รัฐบาลได้ปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคล และภาษีบุคคลธรรมดา ในปี 2017 จะส่งผลน้อยลงในปี 2020 ซึ่งน่าจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีการเติบโตในระดับทรงตัว

✔ นโยบายการคลังจะมีบทบาทมากขึ้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2020
• เรามองว่าในปี 2020 นโยบายการคลังจะเข้ามามีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจโลกมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาธนาคารกลางทั่วโลกได้ใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินมาพอสมควรและเริ่มมีขีดความสามารถในการใช้นโนบายการเงินจำกัด ทำให้ผลของนโยบายการเงินเริ่มมีประสิทธิภาพลดลง เรามองว่าการใช้นโยบายการคลังของประเทศต่างๆ อาทิ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งกัน การลดภาษีรายได้เพื่อเพิ่มการบริโภคภาคครัวเรือน ควบคู่กับการใช้นโยบายการเงิน จะกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น
✍ การกระจายการลงทุนเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญเพื่อรับมือกับความเสี่ยงในหลายด้าน

✔ แนะนำให้กระจายการลงทุนเตรียมรับมือกับความเสี่ยง เพื่อก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน
• เรายังแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์การลงทุนด้วย “การกระจายการลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพดี” เป็นหลัก เพื่อรับมือกับความเสี่ยงทั้งด้านขาลงและความเสี่ยงทางด้านขาขึ้น โดยเราให้น้ำหนักไปที่ความเสี่ยงทางด้านขาลงมากกว่าขาขึ้น แนะนำให้จัดสรรพอร์ตการลงทุนดังนี้

✔ ตราสารหนี้
ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพสูง อายุเฉลี่ยตราสารไม่ยาวเกินไป และมีส่วนชดเชยความเสี่ยงของผลตอบแทนอยู่ในระดับที่มากเพียงพอ

✔ ตราสารทางเลือก
• ตราสารทางเลือกที่สามารถช่วยสร้างผลตอบแทนและช่วยบริหารความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนได้อย่างเหมาะสม เช่น REITs และทองคำ

✔ ตราสารทุน 
• เน้นไปที่หุ้นคุณภาพสูงที่มีการเติบโตที่โดดเด่นเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจยุคใหม่ที่เติบโตในภาคการบริโภคและภาคบริการ และหุ้นกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากประเด็นสงครามการค้าอย่างจำกัดและยังเหลือเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งน่าจะยังคงสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นกว่าตลาดโดยภาพรวมที่มีหลายธุรกิจยุคเก่ากำลังเติบโตช้าลงหรือกำลังถูกทำลาย และได้รับผลกระทบน้อยกว่าหากประเด็นสงครามการค้ามีความยืดเยื้อ

✔ มุมมองการลงทุนปี 2020
• เน้นการตั้งรับผสมกับการคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูงเพื่อการบริหารความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสมจะสามารถช่วยสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนได้อย่างน่าพอใจและสามารถเตรียมรับมือเพื่อก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนไปได้อย่างยั่งยื

✔ แนะนำกระจายการลงทุนไปต่างประเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย
• เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตที่ชะลอตัวลง โครงสร้างประชากรที่จะเป็นสังคมสูงวัย และธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนในตลาดที่แทบจะไม่มีนวัตกรรม หรือ New Economy จะเป็นปัจจัยที่ทำให้การเติบโตของหุ้นไทยช้าลง ดังนั้นเราจึงแนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงจากความเสี่ยงในการกระจุกตัวในหุ้นไทย
✍ หุ้นที่เติบโตเชิงโครงสร้างในภาคการบริโภคและภาคบริการจะยังสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาด 

✔ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคการบริโภคและภาคบริการมีบทบาทต่อเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
• ในอดีตอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับภาคการผลิตเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสูงในประเทศสหรัฐฯ เช่นกลุ่ม Transports Energy Materials และ Industrials แต่ในช่วงหลังอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับภาคการบริโภคและบริการ เช่น กลุ่ม Healthcare IT Communications และ Consumer เริ่มมีบทบาทมากขึ้นและเติบโตในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหุ้นกลุ่ม Communications Healthcare และ IT ที่เติบโตอย่างโดดเด่นจากเดิมที่เศรษฐกิจเน้นในด้านภาคการผลิต เปลี่ยนไปสู่ภาคบริการมากขึ้นตามการเจริญเติบโตของประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้การเติบโตในระยะยาวของหุ้นในกลุ่มภาคการบริโภคและภาคบริการสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาด

✔ หุ้นในกลุ่มภาคการบริโภคและภาคบริการทนทานต่อภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในภาคการผลิต
• ตัวเลข PMI ภาคการผลิตของโลกลดลงอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นปี 2018 สะท้อนให้เห็นถึงการชะลอตัวของภาคการผลิต ซึ่งส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มภาคการผลิตทำให้ได้ผลตอบแทนน้อยกว่าตลาด เช่น หุ้นกลุ่ม Industrials และ Materials อย่างไรก็ตามหุ้นกลุ่มภาคบริโภคและบริการยังคงสร้างผลตอบแทนได้ดีแม้ภาคการผลิตจะชะลอตัวลง
✍ แนะนำลงทุนในหุ้นโลกเติบโตสูงและหุ้นในกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตเชิงโครงสร้างสูง

✔ Global Growth Equities
• หุ้นโลกเติบโตสูง เป็นหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงและเป็นผู้ชนะในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยไม่จำกัดภูมิภาคในการลงทุน และมีโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่งจากการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม อีกทั้งยังสามารถเติบโตจากการ Disrupt ธุรกิจรูปแบบเก่า ทำให้สามารถเพิ่มยอดขายและกำไรได้จากปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่

✔ China Equities
• เศรษฐกิจจีนยังมีการเติบโตเชิงโครงสร้างระดับสูงในภาคการบริโภคและภาคบริการเป็นหลักและมีความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่สูงขึ้น นอกจากนี้จีนยังมีเครื่องมือการเงินและการคลังที่มากเพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง และอยู่ในช่วงการเปิดตลาดการเงินครั้งใหญ่ จึงทำให้มีเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์จีนอย่างต่อเนื่อง

✔ India Equities
• เศรษฐกิจอินเดียยังมีการเติบโตเชิงโครงสร้างจากการบริโภคภายในประเทศระดับสูงจากจำนวนประชากรและสัดส่วนของวัยแรงงานจำนวนมาก อีกทั้งมีการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่และกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายและนโยบายการคลัง เช่น การลดภาษีนิติบุคคล ทำให้ตลาดหุ้นอินเดียได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าที่ค่อนข้างจำกัด

✔ Vietnam Equities
• เศรษฐกิจเวียดนามยังมีการเติบโตเชิงโครงสร้างจากการบริโภคภายในประเทศระดับสูงจากจำนวนประชากรและสัดส่วนของวัยแรงงานจำนวนมาก โดยเวียดนามมีการลงทุนทางตรงจากนักลงทุนต่างชาติในระดับสูงและได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตจากสงครามการค้า อีกทั้งเวียดนามอยู่ในช่วงการเปิดตลาดการเงิน และมีแนวโน้มได้รับการเพิ่มสถานะจากดัชนี MSCI Frontier Markets สู่ MSCI Emerging Markets ในอนาคต
✍ ตราสารหนี้ต้องมีคุณภาพสูงและส่วนชดเชยความเสี่ยงคุ้มค่า

✔ เลือกลงทุนในตราสารหนี้ Investment Grade รับมือกับความผันผวน
• เรามองว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังอยู่ในระดับต่ำต่อไปเนื่องจากธนาคารกลางของแต่ละประเทศจะยังคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เราจึงแนะนำให้ลงทุนในตราสารหนี้กลุ่ม Investment Grade มากกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ประเภท High-Yield เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มอยู่ในช่วงปลายวัฏจักร ซึ่งจะกระทบต่อการดำเนินงานและความสามารถในการชำระคืนหนี้ของผู้ออกตราสาร อีกทั้งยังมีความกังวลถึงภาวะฟองสบู่ของการลงทุนในตราสารหนี้ High-Yield เนื่องจากภาวะสภาพคล่องล้นตลาด

✔ ตราสารหนี้ไทย ยิ่ง (ต้องการผลตอบแทน) สูง ยิ่งหนาว
• ตัวเลขเศรษฐกิจและความเป็นไปได้ของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed อาจกดดันให้ กนง. จะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในปี 2020 โดยความเสี่ยงของการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2019 มีบริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ผิดนัดชำระหนี้กับธนาคารเจ้าหนี้ เป็นเหตุให้ผิดนัดในมูลหนี้อื่น (Cross Default) ในหุ้นกู้มูลค่ากว่า 1,219 ล้านบาทอีกด้วย

✔ มุมมองของเรา
• ตัวเลขประมาณการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวในปี 2020 ประกอบกับความน่ากังวลในธุรกิจกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยปัจจุบันเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนถึง 13% ของตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาวทั้งหมดในตลาดตราสารหนี้ไทย และเป็น 64.5% ของตราสารหนี้กลุ่ม High-Yield ทั้งหมด ทำให้ควรระมัดระวังในการลงทุนในตราสารหนี้กลุ่มดังกล่าวในระยะยาว เราแนะนำให้เลือกลงทุนในตราสารหนี้ของบริษัทที่มีอัตราส่วนหนี้ต่อสินทรัพย์ไม่สูงมากนัก และมีผลประกอบการดี โดยเพิ่มความระมัดระวังสำหรับการลงทุนในตราสารหนี้กลุ่ม High-Yield ซึ่งคาดว่าน่าจะมีออกมาในตลาดมากยิ่งขึ้นในปี 2020

✍ แนะนำให้กระจายลงทุนใน REITs ที่หลากหลายเพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน

✔ REITs ยังเป็นสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ และได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ระดับอัตราของผลตอบแทนยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ เรายังคงแนะนำให้มีการกระจายการลงทุนใน REITs หลากหลายประเภทและกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน โดยเราแนะนำให้ลงทุนใน Global REITs เนื่องจากสภาพคล่องที่สูง มี Risk-Adjusted Return ที่น่าสนใจ และมีความหลากหลายของสินทรัพย์ นอกจากนี้ยังแนะนำให้กระจายลงทุนใน REITs ไทยและสิงคโปร์ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนจากเงินเงินปันผลที่สูง อีกทั้งส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนจากปันผลและพันธบัตรอยู่ในระดับที่น่าสนใจ

✍ ทองคำจะเป็นตัวช่วยที่ดีในการบริหารความเสี่ยงพอร์ต

✔ ทองมีความสำคัญในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนในปี 2020
• เศรษฐกิจทั่วโลกเติบโตด้วยอัตราที่ชะลอลงทั้งภาคการผลิตและการค้าระหว่างประเทศ
• ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางการเมือง (Geopolitical) โดยเฉพาะในด้านสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ และเนื่องจากนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายของธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มมีประสิทธิภาพน้อยลง ธนาคารกลางหลายแห่งจึงเพิ่มปริมาณการถือครองทองคำอย่างมีนัยสำคัญเพื่อรักษาเสถียรภาพของทุนสำรองระหว่างประเทศ นอกจากนี้การปรับตัวลดลงของอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่ลดลงมาติดลบและการเพิ่มขึ้นของปริมาณตราสารหนี้ที่ให้อัตราผลตอบแทนติดลบยังทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในทองคำยังคงมีความน่าสนใจ อีกทั้งปริมาณการลงทุนในทองคำของนักลงทุนสถาบันยังปรับตัวเพิ่มขึ้นตลอดปี 2019 สนับสนุนให้ทิศทางของราคาทองคำยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ดังนั้นนักลงทุนควรการกระจายการลงทุนไว้ในทองคำที่เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Asset) เนื่องจากราคาทองคำมีความสัมพันธ์ต่อราคาหุ้นต่ำ และช่วยกระจายความเสี่ยงได้ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง
✍ ภาวะ Disruption จะยังดำเนินต่อไปและมีความชัดเจนมากขึ้น

✔ ลงทุนให้ทันโลกด้วยหุ้นโลกเติบโต – บริษัทต่างๆ มีความเสี่ยงที่จะถูก Disrupt มากขึ้นจากเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ Smartphone ที่เข้ามา Disrupt ธุรกิจจำนวนมาก เช่น ธุรกิจสื่อ และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภท เราสามารถหลีกเลี่ยงการถูก Disrupt ได้ด้วยการลงทุนในหุ้นโลกเติบโตที่มีลักษณะดังนี้
      • สามารถเติบโตได้จากการดึงฐานลูกค้าจากธุรกิจรูปแบบเก่า ให้เข้ามาอยู่ในธุรกิจรูปแบบใหม่
      • มีรูปแบบธุรกิจที่สามารถเพิ่มยอดขายได้หลายเท่าโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเป็นจำนวนมาก
      • มีการลงทุนใน R&D อย่างต่อเนื่องเพื่อสรรหาเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ เป็นการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภค

✔ ธุรกิจรูปแบบเก่ากำลังจะหายไป 
• เทคโนโลยีรูปแบบใหม่ได้มีส่วนในการปฏิรูปอุตสาหกรรมต่างๆ ถ้าหากธุรกิจรูปแบบเก่าไม่มีการปรับตัวก็จะถูก Disrupt จนสุดท้ายแล้วธุรกิจกลุ่มนี้จะหายไปในที่สุด นี่คือเหตุผลสำคัญในการลงทุนในหุ้นโลกเติบโตที่จะเป็นผู้ชนะในแต่ละอุตสาหกรรม
✍ AI เป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจทั่วโลกและเป็นหนึ่งในทางเลือกทางการลงทุนที่น่าสนใจ

✔ Rise of AI and Robotics
• ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) และหุ่นยนต์ (Robot หรือ Robotics) เป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาอย่างก้าวหน้าโดยบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลก ซึ่งมีบทบาทในการสร้างความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมสำคัญตลอดหลายปีที่ผ่านมา การระดมทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Robotics มีมูลค่าสูงกว่า 7,409 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในไตรมาส 2 ปี 2019 แสดงให้เห็นถึงมุมมองของนักลงทุนและผู้ประกอบการ Startups ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ AI โดยปัจจุบันแหล่งการลงทุนในธุรกิจ AI แห่งสำคัญของโลกยังคงเป็นสหรัฐฯ และจีน จึงมองว่าการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ และจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

✔ เอกภาวะทางปัญญาประดิษฐ์ (AI Singularity)
• ด้วยจำนวนของ AI ที่กำลังเพิ่มขึ้น AI จะสามารถแยกกันเรียนรู้จากต่างสถานที่และแบ่งปันข้อมูลกันด้วยการเชื่อมต่อแบบ Real time ทำให้ AI ทั้งหมดเรียนรู้ได้ในเวลาเดียวกัน ความสามารถในการเรียนรู้ของ AI ที่ไม่มีที่สิ้นสุดนี้ทำให้ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าในอนาคต AI และ Robots จะสามารถทำหน้าที่แทนมนุษย์ได้มากขึ้นทั้งในด้านของงานที่ใช้แรงงานและงานที่ใช้ความรู้และความเชี่ยวชาญสูง
✍ Transformational Healthcare

✔ นวัตกรรมด้าน Healthcare ช่วยให้หุ้นกลุ่ม Healthcare เติบโตอย่างก้าวกระโดด
• เทคโนโลยีจะทำให้การพัฒนาด้าน Healthcare เติบโตอย่างก้าวกระโดด และเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลสุขภาพให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยต้นทุนที่ถูกลงทำให้ทุกคนเข้าถึงการดูแลรักษาได้ง่ายขึ้น และท้ายที่สุดจะถูกพัฒนาสู่การรักษายุคใหม่ที่แตกต่างจากเดิม

✔ DNA sequence
• การศึกษาหาลำดับเบสของสารพันธุกรรมดีเอ็นเอ เพื่อช่วยในการวินิจฉัย การเลือกให้ยา และการติดตามผลการรักษา

✔ Gene Editing and Therapy
• การรักษาโรค หรือ ความผิดปกติทางพันธุกรรม ผ่านกระบวนการผ่าตัดเปลี่ยนยีน หรือนำยีนที่ปกติจากภายนอกเข้าสู่เซลล์ของร่างกายเพื่อให้ทำงานทดแทนหรือแก้ไขยีนที่ผิดปกติ

✔ Robotic Surgery
• แขนกลอัจฉริยะ ซึ่งหมุนได้หลายทิศทาง และลดความผิดพลาดจากความเหนื่อยล้าของมนุษย์ ซึ่งทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น

✔ Wearable Devices
• อุปกรณ์เสริมติดตัว เช่น นาฬิกาอัจฉริยะใช้ในการจับจังหวะการเต้นของหัวใจ ปริมาณไขมันที่ถูกเผาผลาญ วินิจฉัยโรค

✔ 3D Printing
• การสร้างอวัยวะเทียม เช่น หัวใจ กระดูกเทียม ฟันปลอม เพื่อรักษาผู้ป่วย โดยจะเป็นการประหยัดต้นทุน และ สามารถออกแบบขนาดให้พอดีกับผู้ป่วย 

✔ Telehealth
• เทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถรักษาผู้ป่วยได้จากทุกมุมโลก เช่นการรักษาผ่าน Video Call ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทาง
✍ การลงทุนที่เน้นความยั่งยืนจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในตลาดทุนโลก

✔ การลงทุนในบริษัทที่ช่วยสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับโลก (ESG) หรือทำตามเป้าหมาย SDGs มีแนวโน้มที่จะได้รับความสำคัญมากขึ้นในอนาคต
• การลงทุนในบริษัทที่ทำตามเป้าหมาย SDGs (เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ข้อ ที่ทางองค์การสหประชาชาติได้กำหนดขึ้น) หรือผ่านดัชนีอ้างอิงของ MSCI World ESG Leaders ที่มีการคัดเลือกหุ้นที่ผ่านเกณฑ์ SDGs นั้นให้ผลตอบแทนและความผันผวนในระดับที่ใกล้เคียงกับ MSCI ACWI และดัชนี MSCI World
• เรามองว่าการลงทุนในธีม ESG มีแนวโน้มที่จะได้รับความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการลงทุนในบริษัทที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Impact Investing) มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ดี และเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญนอกเหนือจากการพิจารณาจากกำไรของบริษัทที่จะลงทุนเพียงอย่างเดียว เราเชื่อว่าการลงทุนในบริษัทที่สร้างสิ่งดีๆ ให้กับสังคมนั้น จะช่วยให้บริษัทสามารถสร้างกำไรได้อย่างมั่นคง และได้รับการสนับสนุนจากสังคมเป็นการตอบแทน ส่งผลให้มูลค่ากิจการเติบโตและทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนอย่างยั่งยืน

✍ เสริมพอร์ตด้วยกลยุทธ์การลงทุนที่ยืดหยุ่นเพื่อเตรียมรับมือกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง

✔ ลงทุนพอร์ตหลักตาม Core Theme และเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนด้วยการลงทุนแบบ Tactical

• นอกจากการลงทุนในพอร์ตหลักผ่าน Core Theme แล้ว เราแนะนำให้มีความยืดหยุ่นในการลงทุนด้วยรูปแบบการลงทุน Tactical ที่เรามองว่ามีโอกาสในการลงทุนได้เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มผลตอบแทนผ่านธีมการลงทุนที่น่าสนใจ เช่น หุ้นยุโรปมีเงินปันผลสูงท่ามกลางโอกาสในการฟื้นตัว หุ้นญี่ปุ่นเคลื่อนไหวในกรอบ หาจังหวะเข้าลงทุนได้หากตลาดมีการปรับฐาน หุ้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่มีโอกาสฟื้นตัว หากการเจรจาการค้าคืบหน้า และหุ้น Healthcare อาจมีโอกาสในการเข้าลงทุนเมื่อตลาดมีความผันผวนจากการเลือกตั้งสหรัฐฯ   

INDEGO 
Independence for Global Opportunities

Company
  • Service
  • Investment
  • Why Us
  • Insight
  • Team
Information

100/57, 28th floor, Sathorn Nakorn Tower, North Sathorn Road, Bang Rak, Bangkok 10500