INDEGO Market Outlook Second Half 2019

  “Yield Play Leads, Equity Selection Follows”

✔ สินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัวขึ้นจากความคาดหวังการเจรจาทางการค้า แต่ยังมีความผันผวนส่งผลให้สินทรัพย์ Yield Play ได้ประโยชน์

    ตลาดหุ้นโดยภาพรวมในครึ่งปีที่ผ่านมาได้ฟื้นตัวนำโดยตลาดหุ้นจีนและสหรัฐฯ ในช่วงไตรมาส 1 จากประเด็นความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ในการชะลอการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนของสหรัฐฯ แต่ในช่วงต้นเดือน พ.ค. สหรัฐฯ ได้เปลี่ยนท่าทีโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มเติมจากเดิม 10% เป็น 25% และขู่จะเก็บภาษีเพิ่มเติมกับสินค้าวงเงิน 3.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในอนาคต โดยตลาดได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกอาจมีการชะลอตัวลง อย่างไรก็ตามธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เริ่มกลับมาส่งสัญญาณในการดำเนินนโยบายทางการเงินเชิงผ่อนคลายมากขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยผ่อนคลายและทำให้ตลาดในช่วงเดือนที่ผ่านมาปรับตัวดีขึ้นและส่งผลให้ REITs เป็นสินทรัพย์ที่ทำผลตอบแทนได้ดีเป็นอันดับต้นๆ และตราสารหนี้มีการปรับตัวขึ้นมาจากปีก่อน

✔ เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงหากการเจรจาการค้าไม่คืบหน้า


    เมื่อพิจารณาภาพรวมเศรษฐกิจโลก IMF ได้คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระดับ 3.3% โดยชะลอตัวจากปีก่อนที่ 3.6% จากความตึงเครียดทางการค้าและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ก่อนที่จะมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าที่ระดับ 3.6% จากการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน รวมถึงการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางที่สำคัญ หากพิจารณาเศรษฐกิจรายภูมิภาคพบว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งสะท้อนผ่านตัวเลขอัตราการว่างงานที่ต่ำสุดในรอบกว่า 50 ปี และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคบริการที่ยังขยายตัว แต่ยังมีความเสี่ยงในบางประเด็น เช่น ประเด็นเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่อาจกลับมาสร้างความกังวลให้กับตลาด ในด้านเศรษฐกิจยุโรปยังมีสัญญาณการชะลอตัวสะท้อนผ่านดัชนี PMI ภาคการผลิตที่หดตัว ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภคที่ลดลง รวมถึงยังมีปัจจัยเสี่ยงทางด้านการเมือง ในขณะที่ด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีการชะลอตัวจากผลกระทบของการค้าโลกที่ชะลอตัวลง ประกอบกับตลาดหุ้นยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการแข็งค่าของค่าเงินเยน ส่วนเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ยังมีการเติบโตที่น่าสนใจ และมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นจากทิศทางการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์ โดยยังมีความเสี่ยงจากผลกระทบของสงครามการค้า

✔ สงครามการค้ามีแนวโน้มยืดเยื้อ

    ตั้งแต่ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดี ก็ได้ดำเนินนโยบายที่ทำให้สหรัฐฯ ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นด้วยการเพิ่มเม็ดเงินการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและการลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ โดยทางสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้มาตรการเก็บภาษีสินค้านำเข้าสินค้าจากหลายประเทศโดยเฉพาะจีน ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและทำให้ตลาดทุนทั่วโลกผันผวน อย่างไรก็ตามจีนยังคงมีมาตรการที่ใช้ในการตอบโต้สหรัฐฯ หลายมาตรการหากการเจรจายังไม่ได้ข้อสรุป เรามองว่าจีนอาจใช้โอกาสในครั้งนี้เป็นแรงผลักดันให้มีการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อทดแทนการพึ่งพาจากสหรัฐฯ โดยเหตุการณ์สำคัญที่ยังคงต้องติดตามคือการประชุม G20 ในวันที่ 28-29 มิ.ย. และการเจรจาหลังจากนี้ว่าจะมีความคืบหน้าไปในทิศทางใด โดยเรามองว่าเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มเติบโตได้ในระดับปานกลาง แต่มีปัจจัยเสี่ยงจากประเด็นทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่ถูกสหรัฐฯ กดดันด้านภาษีเพิ่มเติม และอาจยืดเยื้อไปถึงปีหน้า ที่สหรัฐฯ จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่

✔ จีนยังพร้อมประคองเศรษฐกิจ แม้จะชะลอการใช้นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจจากช่วงที่ผ่านมา

    ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทำให้เศรษฐกิจจีนมีการชะลอตัวลงบ้าง ส่งผลให้ตั้งแต่ปี 2018 จีนได้มีการใช้มาตรการกระตุ้นนโยบายเศรษฐกิจเรื่อยมาทั้งด้านการคลังและการเงิน จนกระทั่งล่าสุดได้เริ่มชะลอการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจลงบ้าง โดยเรามองว่าจีนยังพร้อมที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตที่ระดับ 6.0-6.5% โดยการใช้นโยบายการเงินด้วยการลดสัดส่วนดำรงเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) และการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหากมีความจำเป็น

✔ ธนาคารกลางทั่วโลกส่งสัญญาณการใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายต่อเนื่อง

    หากพิจารณานโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกจะพบว่ายังคงมีแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายต่อเนื่อง เริ่มจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่พร้อมจะใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายเพื่อให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวหากประเด็นด้านสงครามการค้าส่งผลกระทบต่อตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เรามองว่าตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า และการถูกปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจ อาจทำให้ Fed มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้

    ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังคงใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลาย แต่ยังคงต้องติดตามว่าที่ประธาน ECB คนต่อไป โดยเรามองว่า ECB ไม่มีท่าทีในการลดอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นจากค่าเงินยูโรที่มีแนวโน้มแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ

    ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) มีการใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลาย โดยยังคงใช้มาตรการ QE แต่ในปริมาณที่ลดลง เรามองว่า BoJ จะยังคงใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายและมาตรการ QE ต่อไป หรืออาจมีการนำนโยบายการเงินรูปแบบใหม่มาใช้เพิ่มเติม และน่าจะไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้จากอัตราเงินเฟ้อที่ยังต่ำกว่าระดับเป้าหมาย

    ด้านธนาคารกลางจีน (PBOC) ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่มีการปรับลดสัดส่วนการดำรงเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2018 เรามองว่าจีนจะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในปีนี้ โดยจะใช้การลดสัดส่วนการดำรงเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์เป็นเครื่องมือหลักต่อไปเนื่องจากธุรกิจจีนมีการพึ่งพาสินเชื่อจำนวนมาก

    ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะส่งสัญญาณชะลอตัวกว่าที่คาด แต่เนื่องจากพื้นที่ในการลดดอกเบี้ยเหลือน้อยจึงอาจต้องใช้ในสถานการณ์ที่จำเป็

✔ การเมืองยุโรปยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม

    ในฝั่งยุโรปมีประเด็นด้านการเมืองที่ยังมีความไม่แน่นอน เริ่มจากความคืบหน้าการเลือกประธานคณะกรรมาธิการยุโรปที่จะมาแทนคนปัจจุบัน
ด้านประเด็น Brexit หลังจากนางเทเรซา เมย์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้พรรคอนุรักษ์นิยมต้องสรรหาผู้นำพรรคคนใหม่มารับตำแหน่งภายใน 31 ต.ค. เรายังคงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในตลาดอังกฤษและยุโรปจนกว่าประเด็นนี้จะหาข้อสรุปได้

✔ ราคาน้ำมันมีแนวโน้มฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังจากการควบคุมกำลังการผลิตและการคว่ำบาตรอิหร่าน

    ด้านภาพรวมน้ำมัน ถึงแม้ว่าสหรัฐฯ ได้คว่ำบาตรอิหร่านซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ของโลก แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันดิบเนื่องจากประเทศผู้ผลิตได้เร่งการผลิตเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามด้านองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่าอุปสงค์น้ำมันจะฟื้นตัวเล็กน้อยในปีนี้ ขณะที่ด้านอุปทานน้ำมันดิบมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา อีกทั้งกลุ่มประเทศ OPEC และ non-OPEC ก็มีผลผลิตลดลงจากการที่รัสเซียและสหรัฐฯ ปรับลดกำลังการผลิตของตนเองลง รวมถึงปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันก็มีแนวโน้มปรับตัวลดลง เรามองว่าราคาน้ำมันดิบน่าจะแกว่งตัวในกรอบที่ประมาณ 50-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั้งนี้ยังต้องติดตามการประชุมของกลุ่ม OPEC เพื่อพิจารณานโยบายการผลิตน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลังต่อไป

✔ หุ้นไทยยังมีความเสี่ยงในด้านปัจจัยพื้นฐานแต่โมเมนตัมเริ่มกลับมาหลังมีการจัดตั้งรัฐบาล

    ด้านเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง หลังภาคการส่งออกหดตัว ภาคการท่องเที่ยวมีการเติบโตช้าลงโดยได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาไทยลดลง ขณะที่การบริโภคภายในประเทศ การลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายของรัฐบาลยังมีการเติบโต โดยสศช.มีการปรับเป้า GDP ปีนี้เติบโตเหลือ 3.6% เรามองว่าการจัดตั้งรัฐบาลได้ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในการลงทุนดีขึ้น ประกอบกับการเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยในดัชนี MSCI Emerging Markets รวมถึงแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายของ Fed ที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อสุทธิมากขึ้น ส่งผลให้หุ้นไทยมีโมเมนตัมที่ดีขึ้น ประกอบกับหากพิจารณาความน่าสนใจของหุ้นไทยเมื่อเทียบกับพันธบัตรผ่าน Earnings yield gap จะพบว่าส่วนต่างดังกล่าวยังอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ทำให้หุ้นไทยยังมีความน่าสนใจ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีความน่าสนใจมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่จากเนื่องจากเป็นกลุ่มที่อิงกับภาคการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก และมี Discount Premium ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบหุ้นขนาดกลาง (SET100) กับหุ้นขนาดใหญ่ (SET50) อย่างไรก็ตามเรามองว่าหุ้นไทยยังมีความเสี่ยงในการถูกปรับลดคาดการณ์กำไรลงและความเสี่ยงทางด้านปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น ความล่าช้าของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

✔ ความผันผวนและแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงเอื้อต่อธีมการลงทุน Yield Play

    จากมุมมองภาพใหญ่เรามองว่าตลาดทุนทั่วโลกยังคงมีแนวโน้มที่จะผันผวนต่อในครึ่งปีหลังจากประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ในกรณีที่ความขัดแย้งบานปลายนั้น ธนาคารกลางหลักของโลกจะหันกลับมาดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งเป็นภาวะที่เหมาะสมต่อการลงทุนในสินทรัพย์ประเภท Yield Play เป็นหลัก ซึ่งเรามองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ระยะสั้นจะมีโอกาสปรับตัวลดลงมากกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวเนื่องตลาดมองว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ส่งผลให้เกิดภาวะ Steepening Yield Curve ทำให้ผลต่างอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและระยะยาวมีแนวโน้มกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยตราสารหนี้ระยะกลางเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะสมต่อการลงทุน รวมทั้ง REITs โดยเฉพาะ REITs สิงคโปร์และไทยที่ผลต่างระหว่างอัตราเงินปันผลกับอัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรระยะยาวยังคงอยู่ในระดับที่น่าสนใจ

✔ ทองคำมีปัจจัยสนับสนุนจาก Fed ส่งสัญญาณการใช้นโยบายเชิงผ่อนคลาย

    ด้านราคาทองคำปรับตัวขึ้นจากความผันผวนของตลาดหุ้นรวมและการส่งสัญญาณการใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายของธนาคารกลางหลัก โดยเรามองว่าราคาทองคำจะได้ประโยชน์หากอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตรสหรัฐฯ ยังมีการปรับตัวลดลงต่อเนื่องและค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า โดยราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลังยังมีโอกาสยืนเหนือ 1,350 – 1,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ หากธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง โดยเราแนะนำทองคำเป็นสินทรัพย์สำหรับกระจายความเสี่ยงในการลงทุน

✔ บทสรุป “Yield Play Leads, Equity Selection Follows”

    จากภาพรวมมุมมองการลงทุนทั้งหมด เรามองว่าในช่วงครึ่งปีหลังตลาดทุนทั่วโลกยังมีแนวโน้มที่จะผันผวนต่อจากแนวโน้มของสงครามการค้าที่มีโอกาสยืดเยื้อและความเสี่ยงของการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ธนาคารกลางต่างจะกลับมาดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลาย ซึ่งเหมาะสมต่อการลงทุนสินทรัพย์ธีม Yield Play ได้แก่ ตราสารหนี้ระยะกลาง และ REITs รวมถึงสินทรัพย์ที่ใช้กระจายความเสี่ยงอย่างทองคำ ในขณะที่เรามองว่าหุ้นที่ยังน่าสนใจลงทุนเป็นหุ้นในกลุ่มที่มีการเติบโตสูงทั่วโลกในเชิงโครงสร้าง และหุ้นในกลุ่มที่อิงการเติบโตกับภาคการบริโภคภายในประเทศและภาคบริการ ซึ่งเรามองว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าหุ้นโลกโดยทั่วไป โดยแนะนำแนวทางของ สัดส่วนการลงทุนเป็นกลุ่ม Yield Play & Protection 60% และ Equity Selection 40%

INDEGO 
Independence on Global Opportunities

Company
  • Service
  • Investment
  • Why Us
  • Insight
  • Team
Information

100/57, 28th floor, Sathorn Nakorn Tower, North Sathorn Road, Bang Rak, Bangkok 10500