INDEGO Monthly Outlook January 2020
Share on Facebook
INDEGO Monthly Outlook 
January 2020
“Lace up the Shoes”


✔ สินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวเพิ่มขึ้นนำโดยหุ้นจีนและหุ้น EM จากการเจรจาการค้าที่มีแนวโน้มดีขึ้นและใกล้บรรลุข้อตกลง Phase 1
  • เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวขึ้นจากสัญญาณการเจรจาการค้าที่คาดว่าจะลงนามข้อตกลงได้ภายในช่วงต้นปี 2020 อย่างไรก็ตามตลาดยังได้รับปัจจัยกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และประเทศในตะวันออกกลาง โดยภาพรวมตราสารหนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก Credit Spread ของ Investment Grade และ High Yield ปรับตัวลดลง ด้าน REITs โลกมีการปรับตัวลดลงจากการทำกำไรบางส่วน ด้านหุ้นโลกมีการปรับตัวขึ้นนำโดยตลาดหุ้นจีนและ EM ขณะที่หุ้นไทยปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากความกังวลด้านปัจจัยการเมือง นอกจากนี้ด้านราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรงจากความกังวลด้านอุปทานส่วนเกินที่ลดลง อีกทั้งทองคำยังปรับตัวขึ้นจากอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตรสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าจากการที่เม็ดเงินไหลไปยังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่
✔ ธนาคารกลางหลักยังคงใช้นโยบายทางการเงินเชิงผ่อนคลายเป็นปัจจัยที่ช่วยประคองการชะลอตัวของเศรษฐกิจ
  • Fed ยังตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายด้วยมติเอกฉันท์ด้วยการดำเนินนโยบายลักษณะ Data Dependent โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากแรงหนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงก่อนหน้านี้
  • ECB ยังใช้มาตรการ QE ด้วยวงเงิน 2 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน และคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0% โดยจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันต่อไปจนอัตราเงินเฟ้อเข้าใกล้เป้าหมาย 2%
  • ด้านรายงานการประชุม BoJ ยังชี้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีการขยายตัวในระดับปานกลาง โดยผู้ว่า BoJ ได้กล่าวว่า BoJ ยังสามารถซื้อสินทรัพย์ได้เพิ่มเติม พร้อมกับสภานิติบัญญัติได้กดดันให้รัฐบาลใช้นโยบายการคลังควบคู่กับนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • PBOC ได้ใช้ดอกเบี้ยเงินกู้ Loan Prime Rate (LPR) เป็นมาตรฐานอ้างอิงใหม่ในการกำหนดดอกเบี้ยสินเชื่อแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัวและปรับลด RRR สู่ 12.50% เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ระบบและกระตุ้นเศรษฐกิจที่เริ่มเติบโตชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับในอดีต
  • ด้าน ธปท. ปรับกรอบเงินเฟ้อทั่วไปใหม่เป็นกรอบเงินเฟ้อแบบช่วงที่ 1-3% เพื่อให้เหมาะสมต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทย เรามองว่าอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ ธปท. ดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายต่อไป
✔ ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์จะยังเป็นเป็นปัจจัยที่กดดันตลาด
  • ประเด็นสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ Phase 1 ได้บรรลุข้อตกลงในเดือน ธ.ค. และคาดว่าจะมีการเซ็นสัญญาในช่วงต้นปี 2020 นี้ สนับสนุนให้ความต้องการน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมารุนแรงขึ้นจากเหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงแบกแดด ส่งผลสืบเนื่องถึงการโจมตีนายพลคนสำคัญของอิหร่านเป็นชนวนให้อาจเกิดความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและสร้างความผันผวนให้ตลาด และมีปัจจัยด้านอุปทานที่ได้รับผลจากการปรับลดกำลังการผลิตจากกลุ่ม OPEC กดดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
✔ ภาพรวมกำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสที่ 3 ปี 2019 และสรุปผลการดำเนินงานของกองทุนที่เราแนะนำ
  • กำไรของบริษัทจดทะเบียนยังคงเติบโตนำโดยตลาดหุ้นอินเดีย เวียดนาม และจีน ที่ 41% 22% และ 21% (YoY) ตามลำดับ จากการเติบโตภายในประเทศที่ยังแข็งแกร่ง ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อบริษัทจดทะเบียนในตลาด ด้านกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาหดตัวนำโดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ไทย และญี่ปุ่น โดยหดตัวที่ 39% 17% และ 6% (YoY) ตามลำดับ จากผลกระทบด้านสงครามการค้า รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและค่าเงินบาทที่แข็งค่า แต่โดยภาพรวมผลประกอบการของจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกดีกว่าที่ตลาดคาดนำโดยตลาดสหรัฐฯ อินเดีย และยุโรป
  • สำหรับกองทุนที่เราแนะนำ กองทุนหุ้นโลกยังมีรายได้และกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วนการลงทุนแบบกระจุกตัวในอุตสาหกรรม Consumer Services และกลุ่ม Technology ที่ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งและได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าที่จำกัด ด้านกองทุนหุ้นจีนยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งนำโดยกลุ่ม Consumer Discretionary จากการบริโภคที่มากขึ้นในช่วงวันเทศกาลของจีน ประกอบกับการผ่อนปรนกฎเกณฑ์การลงทุนจากต่างชาติเพื่อให้มีเม็ดเงินไหลเข้าจากต่างประเทศ ด้านการลงทุนในกองทุนอินเดียยังได้รับปัจจัยบวกจากการบริโภคในเขตชนบท ประกอบกับเศรษฐกิจที่ยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจในอินเดียให้ยังมีโอกาสเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ด้านการลงทุนในกองทุนตลาดหุ้นเวียดนามยังคงมีผลประกอบการออกมาในเชิงบวกโดยเฉพาะกลุ่ม Financials และ Real Estate ที่เป็นตัวแทนของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามเกี่ยวกับกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน ที่ออกโดยรัฐบาลเวียดนามเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มธนาคารอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงพัฒนาการในตลาดทุนของเวียดนาม
✔ ติดตามสถานการณ์กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ TLGF ซึ่งมี Tesco ที่เป็นผู้เช่าหลักอาจตัดสินใจขายกิจการห้างสรรพสินค้า Tesco Lotus ในภูมิภาคเอเชีย
  • สื่อต่างประเทศได้มีการรายงานว่า Tesco Lotus อาจขายกิจการในไทยและมาเลเซีย เนื่องจากเจ้าของต้องการที่จะให้ความสนใจกับธุรกิจในภูมิภาคยุโรปโดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร โดยการขายครั้งนี้อาจมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 2.72 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นกิจการในไทยมูลค่ากว่า 2.12 แสนล้านบาท เนื่องจากรวมมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอยู่ในทำเลที่ดี ส่งผลให้มูลค่าหน่วยลงทุน TLGF ปรับตัวลดลงแรงฉุดให้ดัชนี SETPREIT ปรับตัวลงแรงในช่วงเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามการปรับตัวลงดังกล่าวทำให้ Yield Spread กลับมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ
✔ สรุปผลการดำเนินงาน INDEGO Portfolio ปี 2019
  • ภาพรวมในปี 2019 พอร์ตการลงทุนที่เรามีการแนะนำให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนคาดหวังในทุกพอร์ต สำหรับพอร์ตการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น คือ พอร์ต INDEGO INFINITE ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดที่ 19.09% ซึ่งได้รับปัจจัยเชิงบวกจากกองทุนหุ้นจีนที่ได้ประโยชน์จากภาคการบริโภคและบริการ นอกจากนี้ยังสร้างผลตอบแทนได้จาก REITs ไทยและสิงคโปร์จากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกได้ดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายเพื่อประคองเศรษฐกิจที่มีการชะลอตัว ทำให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับการจัด Asset Allocation ที่ให้ความสำคัญในการลดความเสี่ยงโดยมีการกระจายลงทุนในตราสารหนี้และสินทรัพย์ทางเลือกที่หลากหลาย เพื่อลดความผันผวนของพอร์ต และสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมจากการเลือกลงทุนแบบเน้นรายประเทศที่มีศักยภาพสูง นอกจากนี้การคัดเลือกกองทุนในพอร์ตของเรามีความยืดหยุ่นสอดรับกับทุกสภาวะของตลาด
✔ แนะนำลงทุนในหุ้นโลกเติบโตขนาดเล็กสำหรับพอร์ต LONG-TERM ULTIMATE GROWTH เพื่อสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติม และยังเป็นการกระจายความเสี่ยงแก่พอร์ตการลงทุน
  • ในปัจจุบันนั้นเนื่องจากเทคโนโลยีทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้เกิดธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งอาจอยู่ในรูปของ Platform ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น โดยองค์กรขนาดเล็กนั้นมีความยืดหยุ่นที่จะปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าองค์กรขนาดใหญ่ อีกทั้งสามารถที่จะ Disrupt ธุรกิจรูปแบบเก่าได้อีกด้วย นอกจากนี้จากสถิติที่ผ่านมาจะพบว่าหุ้นโลกขนาดเล็กสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าหุ้นโลก และมีอัตราการเติบโตของ Forward EPS ที่สูงและมีราคาถูกอีกด้วย อย่างไรก็ตามธุรกิจขนาดเล็กก็ยังมีความเสี่ยงในตัวธุรกิจจึงมีความไม่แน่นอนสูงเมื่อเทียบกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มั่นคงแล้ว ดังนั้นเราจึงแนะนำให้กระจายการลงทุนในหุ้นโลกเติบโตขนาดเล็กที่สามารถสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติม และเหมาะสมสำหรับการลงทุนระยะยาวแบบ DCA ที่จะสามารถช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน
  • แนะนำลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นโลกเติบโต ONE-UGG 25% เพื่อลงทุนในหุ้นโลกเติบโตขนาดเล็ก ONE-DISC-RA 25% สำหรับพอร์ต LONG-TERM ULTIMATE GROWTH โดยกองทุนหลัก คือ Baillie Gifford Worldwide Discovery มีนโยบายการลงทุนในหุ้นโลกเติบโตขนาดไม่เกิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แบบ Bottom-up โดยมีหุ้นในพอร์ตประมาณ 50-70 ตัว ซึ่งเป็นหุ้นของบริษัทที่มีโมเดลธุรกิจเพื่อการปฏิรูปอุตสาหกรรม และมีความสามารถในการแข่งขันสูง

 ผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P500

ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ แต่กำไรหดตัวลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

 ผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี STOXX600

ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ นำโดยกลุ่ม Industrials และ Healthcare

 ผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี TOPIX

ออกแย่กว่าที่คาด โดยยังหดตัวจากผลของสงครามการค้า

 ผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี CSI300

ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์และยังคงเติบโตนำโดยกลุ่มธุรกิจภาคการบริโภคและบริการ

 ผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี SET

กำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนหดตัว 16.67% (YoY) โดยด้านการคาดการณ์ EPS ของตลาดสำหรับปี 2019 ถูกปรับลดโดยนักวิเคราะห์อย่างต่อเนื่องเหลือ 93 บาทต่อหุ้น หรือลดลง 18.67%

ปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ชะลอตัว รวมถึงการประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน รวมทั้งมาตรการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อีกทั้งการบังคับใช้มาตรฐานทางการเงิน จึงทำให้เกิดความผันผวนให้กับราคาหุ้นและงบการเงินของบริษัทในวงกว้าง

บทสรุป “Lace up the Shoes”

เรามองว่าโดยภาพรวมแล้วพอร์ตการลงทุนในปี 2019 ได้รับผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจ ท่ามกลางความผันผวนจากความเสี่ยงในหลายปัจจัย อย่างไรก็ตามการกระตุ้นเศรษฐกิจจากธนาคารกลางและภาครัฐจะยังเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจทั่วโลก สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ปี 2020 ยังคงมีความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะปัจจัยด้านการเมือง ซึ่งจะทำให้สินทรัพย์โดยรวมมีความผันผวนมากยิ่งขึ้น เราจึงแนะนำให้กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทตามโมเดลพอร์ต

INDEGO 
Independence for Global Opportunities

Company
  • Service
  • Investment
  • Why Us
  • Insight
  • Team
Information

100/57, 28th floor, Sathorn Nakorn Tower, North Sathorn Road, Bang Rak, Bangkok 10500