INDEGO Monthly Outlook June 2019
 

    ตลาดการเงินโดยภาพรวมในเดือนที่ผ่านมา สินทรัพย์หลายประเภททั่วโลกปรับตัวลดลงจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยจนถึงปลายปี ประกอบกับผลการเลือกตั้งในยุโรปที่ยังไม่ชัดเจน แม้ว่าล่าสุดจะมีการขยายระยะเวลา Brexit ออกไป

    ด้านผลการประชุม FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบครั้งล่าสุดที่ระดับ 2.25-2.50% และพร้อมคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปจนถึงสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตามตลาดเริ่มคาดการณ์ถึงโอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed มากขึ้น แม้ว่า Fed จะยังส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจยังไร้แรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าเป้าหมาย

    ด้าน ECB ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0% พร้อมส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยไว้จนถึงสิ้นปี อีกทั้งมีการเปิดตัวโครงการปล่อยเงินกู้ครั้งใหม่เพื่อช่วยเหลือภาคธนาคารในการปล่อยสินเชื่อยูโรโซน โดยจะเริ่มในเดือน ก.ย. ในปีนี้และสิ้นสุดในเดือน มี.ค. 2021

    ด้าน BoJ ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ -0.1% พร้อมคงนโยบาย QE และนโยบาย 10-Y Bond Yield Target ที่ 0%

    สำหรับประเด็นทางด้านการเมืองต่างประเทศ การเจรจาระหว่างจีนและสหรัฐฯ กลับมาตึงเครียดอีกครั้งเมื่อสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนจากเดิม 10% เป็น 25% วงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประกาศขู่เก็บภาษีสินค้านำเข้าอีก 25% วงเงิน 3.25 แสนล้านดอลลาร์ในอนาคต เพื่อลดการขาดดุลทางการค้าและเร่งให้จีนบรรลุข้อตกลงเร็วขึ้น ทางจีนมีมาตรการตอบโต้โดยจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ จากเดิม 5-10% เป็น 25% วงเงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันที่ 1 มิ.ย.

    นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังสั่งห้ามบริษัทในประเทศทำธุรกิจร่วมกับ Huawei (แต่มีการขยายเวลาออกไปอีก 90 วัน) และขึ้นบัญชีดำอีก 5 บริษัทเทคโนโลยีของจีน ซึ่งอาจชะลอการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีของจีนในระยะสั้น เรามองว่าจีนอาจมีมาตรการการตอบโต้โดยการลดหรือหยุดการส่งแร่แรร์เอิร์ธที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยี ซึ่งจีนเป็นผู้ผลิตหลักกว่า 90% ของโลกและอาจประกาศระงับการค้ากับบริษัท Apple ซึ่งมีรายได้จากจีนคิดเป็น 20% ของรายได้บริษัทรวม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นการเพิ่มความตึงเครียดก่อนการประชุม G20 ในช่วง 28-29 มิ.ย. นี้ โดยตลาดหุ้นโลกน่าจะเกิดความผันผวนในระยะสั้นโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี ท้ายที่สุดเรามองว่าสหรัฐฯ น่าจะกลับมาเจรจากับจีนอีกครั้ง หากผลกระทบจากสงครามการค้ากระทบกับตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ อีกทั้งการกดดันทางเทคโนโลยีจากทางสหรัฐฯ จะเป็นการเร่งให้ทางการจีนรีบพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองให้มีความล้ำสมัยและพึ่งพาตัวเองได้มากยิ่งขึ้น

     ขณะที่ประเด็นการเลือกตั้ง EU นั้น แม้ว่าฝ่ายที่สนับสนุน EU สามารถคว้าที่นั่งกว่า 2 ใน 3 จากทั้งหมด แต่ฝั่งที่ต้องการแยกตัวออกหรือต้องการปฏิรูป EU นั้นได้เก้าอี้ในสภาเพิ่มขึ้น นำโดยพรรค Brexit ในอังกฤษที่สามารถคว้าที่นั่งในสภามากที่สุด รวมถึงพรรค Lega ในอิตาลี จึงยังเป็นประเด็นที่ต้องจับต่อมองต่อไป

    ด้านผลการเลือกตั้งไทยนั้นพรรคพลังประชารัฐคาดว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยจำนวนเสียง ส.ส. ที่มากกว่าพรรคฝ่ายค้านที่ 254 เสียงต่อ 246 เสียง โดยคาดว่าจะเป็นการร่วมมือกันระหว่างพรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ เรามองว่าการเมืองไทยน่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้นหากพรรคประชารัฐสามารถร่วมมือกับพรรคดังกล่าวได้ ซึ่งจะสามารถปลดล็อคข้อโต้แย้งประเด็น ส.ว. และสานต่อนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ อย่างไรก็ตามปัจจัยทางการเมืองไทยยังคงไม่แน่นอน โดยยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    ผลการเลือกตั้งอินเดียทางพรรค BJP ของโมดีได้ที่นั่ง ส.ส. ทั้งหมด 303 คน ซึ่งได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่จากรัฐที่ชาวฮินดู เรามองว่าอินเดียจะสามารถเติบโตต่อได้จากเสถียรภาพของรัฐบาลที่แข็งแกร่ง รวมทั้งนโยบายที่จะช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น

    สำหรับผลประกอบการตลาดหุ้นโลกไตรมาสแรกที่ผ่านมา เริ่มด้วยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดหุ้นยุโรป ตลาดหุ้นจีน และตลาดหุ้นไทย มีการเติบโตทั้งในด้านรายได้และกำไรในไตรมาสที่ผ่านมามากกว่าที่ตลาดคาด โดยเฉพาะตลาดหุ้นจีนที่มีการเติบโตสูงทั้งในส่วนของรายได้และกำไร ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีรายได้และกำไรหดตัวมากกว่าคาด แม้ว่ารายได้โดยรวมจะโตขึ้น แต่กำไรหดตัวลง รวมถึงการซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียน

    ในมุมเศรษฐกิจรายภูมิภาคพบว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ นั้นมีตัวเลขภาคการผลิตและบริการขยายตัวลดลง ตัวเลขยอดค้าปลีกหดตัว ขณะที่ตัวอัตราว่างงานดีกว่าคาด

    ตัวเลขเศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซน ตัวเลขภาคการผลิตยังคงหดตัวต่อเนื่อง ตัวเลขภาคการบริการขยายตัวลดลง ตัวเลขเงินเฟ้อยังขยายตัวเล็กน้อย

    ตัวเลขเศรษฐกิจญี่ปุ่น ยังมีสัญญาณการหดตัวในภาคการส่งออกเป็นหลัก ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจภายในประเทศขยายตัวเล็กน้อยนำโดยการใช้จ่ายภาคครัวเรือน

    ตัวเลขเศรษฐกิจจีน ตัวเลขภาคการบริการและการนำเข้าปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ตัวภาคการผลิตและการส่งออกปรับตัวลดลง ตัวเลขเงินเฟ้อคงเดิม

    ในฝั่งของเศรษฐกิจไทยตัวเลข GDP ขยายตัวน้อยกว่าคาด จากจำนวนนักท่องเที่ยวหดตัว ขณะที่เงินเฟ้อขยายตัวมากกว่าคาด

   โดยสรุปเรามองว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกยังมีแนวโน้มที่สามารถเติบโตได้ ในระยะสั้นตลาดหุ้นจะยังคงผันผวนจากสงครามค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ และความกังวลในการชะลอตัวของเศรษฐกิจ แต่จากการส่งสัญญาณการใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายของธนาคารกลางและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตยังคงทำให้หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนในระยะกลาง-ยาว ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์การเมืองทั้งในไทยและยุโรปที่ยังไม่ชัดเจน ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจจากนโยบายของพรรคการเมืองที่จะได้เป็นรัฐบาล แนะนำนักลงทุนทยอยลงทุนในสินทรัพย์ตามโมเดลพอร์ต

INDEGO

Independence on Global Opportunities

Company
  • Service
  • Investment
  • Why Us
  • Insight
  • Team
Information

100/57, 28th floor, Sathorn Nakorn Tower, North Sathorn Road, Bang Rak, Bangkok 10500