INDEGO Monthly Outlook March 2019

     ตลาดการเงินโดยภาพรวมในเดือนที่ผ่านมา สินทรัพย์หลายประเภททั่วโลกฟื้นตัวกันถ้วนหน้าต่อเนื่องมาจากเดือนมกราคมจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ลดลงจากความคืบหน้าในการเจรจาทางการค้าของทั้งสองประเทศ ในขณะที่ Fed ส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินที่ยืดหยุ่นและส่งสัญญาณเชิงผ่อนคลายมากขึ้น ส่วนจีนยังคงกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดยังเป็น “Risk on mode”

     ด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั้ง 3 แห่งยังคงส่งสัญญาณเชิงผ่อนคลาย (Dovish) ซึ่งน่าจะส่งผลบวกต่อสภาพคล่องของตลาดและน่าจะทำให้ตลาดทุนกลับมามีเสถียรภาพดีขึ้นเทียบกับปีก่อน

     โดย Fed เปิดเผยรายงานการประชุม FOMC หลังมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบเดือน ม.ค. ที่ระดับ 2.25-2.50% ว่าจะมีความอดทนต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากขึ้นและมีแนวโน้มพิจารณายุติการลดขนาดงบดุลภายในปีนี้

     ด้าน ECB คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0% พร้อมประกาศเปิดตัวเปิดตัวโครงการปล่อยเงินกู้ครั้งใหม่เพื่อช่วยเหลือภาคธนาคารในการปล่อยสินเชื่อในยูโรโซน โดย ECB จะปล่อยเงินกู้รีไฟแนนซ์ระยะยาวรายไตรมาสครั้งที่ 3 (TLTRO-III) ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนก.ย.ในปีนี้ และสิ้นสุดในเดือนมี.ค. 2021 โดยเงินกู้แต่ละงวดมีอายุ 2 ปี

     ฝั่ง BoJ ส่งสัญญาณพร้อมที่จะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่น หากเงินเยนที่แข็งค่าอย่างมากส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสกัดการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2%

     ในประเด็นทางด้านการเมืองต่างประเทศมีความตึงเครียดน้อยลง จากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนเป็นได้ด้วยดี โดยสหรัฐฯ มีการเลื่อนการปรับขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติมออกไปไม่มีกำหนด    ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ประเด็นเรื่อง Brexit ยังคงต้องติดตามการลงมติในรัฐสภาอีกครั้งที่ถูกเลื่อนไปเป็นวันที่ 12 มี.ค. จากเดิมที่มีกำหนดในวันที่ 27 ก.พ.

     มาดูที่ประเด็นสำคัญของเดือนนี้ เราพบว่าดัชนีตลาดหุ้นโลก (MSCI ACWI) ปรับตัวขึ้นทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ขึ้นมาได้สำเร็จ พร้อมกับจำนวนหุ้นในดัชนีที่ยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน เกินกว่า 50% ของดัชนีแล้ว สะท้อนความแข็งแกร่งในการฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี และดัชนีหุ้นจีน (CSI300) ฟื้นตัวขึ้นจากราคาฐานต่ำสุดของการปรับฐานครั้งล่าสุดขึ้นมาได้เกินกว่า 20% แล้ว สะท้อนหุ้นจีนเข้าสู่ “ภาวะตลาดกระทิง” ครั้งใหม่เป็นที่เรียบร้อย โดยเรามองว่าหุ้นโลกมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่องในระยะกลาง (แต่ระยะสั้นอาจมีความผันผวนได้) นำโดยตลาดหุ้นจีน ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนล่าสุดจากการที่ MSCI ประกาศเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีน A-share ในดัชนี MSCI EM ไวกว่ากำหนดการเดิมในเดือน พ.ค. 2020 ซึ่งน่าจะทำให้น้ำหนักหุ้นจีน A-share เพิ่มขึ้นจากเดิม 0.7% สู่ระดับราว 3.3% ของดัชนีภายในสิ้นปีนี้ ส่งผลให้มีแนวโน้มการไหลเข้าของเงินลงทุนต่างชาติเข้าหุ้นจีนต่อเนื่อง

     มาดูกันที่ผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ของตลาดหุ้นทั่วโลกพบว่ารายได้ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทั่วโลกยังคงเติบโต โดยตลาดญี่ปุ่น (TOPIX) ยุโรป เกาหลีใต้ เติบโตมากที่สุดที่ 22%, 9% และ 6% ตามลำดับ ในขณะที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนออกมาคละกันไป โดยสหรัฐฯ (S&P 500 และ NASDAQ) และอินเดีย มีผลประกอบการออกมาเติบโต ส่วนยุโรป ไทย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มีผลประกอบการออกมาหดตัว 
โดยผลประกอบการที่ออกมา Surprise ตลาดมากกว่าครึ่ง คือ สหรัฐฯ อินเดีย ยุโรป ญี่ปุ่น ขณะที่ไทยและเกาหลี ออกมาส่วนใหญ่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์

     ด้านเศรษฐสหรัฐฯ ตัวเลขภาคการผลิตกลับมาฟื้นตัว แต่ภาคบริการเติบโตชะลอตัวลง ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อชะลอตัวต่อเนื่อง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคชะลอตัวต่อเนื่อง ด้านค่าแรงกลับมาชะลอตัว    ภาวะชัตดาวน์รัฐบาลกระทบตลาดแรงงานแต่ยอดขายบ้านใหม่กลับมาเติบโตในอัตราเร่ง

     ด้านเศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซน ภาคการผลิตกลับมาฟื้นตัวขึ้นจากเดือนก่อน ขณะที่ภาคบริการยังขยายตัวต่อเนื่อง เงินเฟ้อทั่วไปเติบโตแต่ช้าลง อย่างไรก็ตาม อัตราว่างงานยังคงลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

     ด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

     ด้านเศรษฐกิจจีนตัวเลขภาคบริการยังขยายตัว ขณะที่ตัวเลขการผลิตหดตัวน้อยลง แต่ได้แรงหนุนจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

     ด้านเศรษฐกิจไทย เดือนม.ค. ขยายตัวจากเดือนก่อน โดยตัวขับเคลื่อนหลักยังเป็นการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน ล่าสุด GDP ไทยไตรมาส 4 ปี 2018 ออกมาขยายตัวที่ 3.7% (YoY) สูงกว่าที่ตลาดคาด และตัวเลขนักท่องเที่ยวที่กลับมาฟื้นตัว อย่างไรก็ตามภาคการส่งออกเริ่มส่งสัญญาณหดตัวจากผลกระทบของการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ส่วนผลประกอบการหุ้นไทยที่ต่ำกว่าคาด มีความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดคาดการณ์กำไร อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามประเด็นทางด้านการเมืองประกอบหากว่าพรรคที่จัดตั้งรัฐบาลได้มีนโยบายที่อาจเป็น Upside Risk ต่อ SET เช่น การปรับลดอัตราภาษี

     โดยสรุปเรามองว่าตลาดกลับมาอยู่ในภาพของ Risk on มากขึ้น หลังจากมีความคืบหน้าในการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน Fed ส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ยและยืดหยุ่นในการลดขนาดงบดุลขึ้น และทางการจีนที่มีการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ตลาดยังคงมีความเสี่ยงจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงของประเด็นของสงครามการค้าอยู่ ซึ่งต้องรอติดตามผลการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีน อย่างต่อเนื่อง ด้านตลาดหุ้นโลกมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อในภาพระยะกลาง นำโดยหุ้นจีน จากโมเมนตัมของตลาดที่ดีขึ้นต่อเนื่อง แนะนำคงสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ตามแต่ละโมเดลพอร์ตการลงทุนและมีการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม

Company
  • Service
  • Investment
  • Why Us
  • Insight
  • Team
Information

100/57, 28th floor, Sathorn Nakorn Tower, North Sathorn Road, Bang Rak, Bangkok 10500