INDEGO Monthly Outlook May 2019

    ตลาดการเงินโดยภาพรวมในเดือนที่ผ่านมา สินทรัพย์หลายประเภททั่วโลกยังปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจากภาวะ Risk on เป็นผลมาจากความตึงเครียดทางการค้าที่ลดลง ประกอบกับความคืบหน้าในการเจรจาทางการค้าของทั้งสหรัฐฯ และจีน ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยจนถึงสิ้นปี และสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนภายหลังจากการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา

    ด้านผลการประชุม FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบเดือน พ.ค. ที่ระดับ 2.25-2.50% และพร้อมคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปจนถึงสิ้นปีนี้ก่อนจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในปี 2020 อย่างไรก็ตามตลาดเริ่มคาดการณ์ถึงโอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลัง Fed ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจยังไร้แรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อ

    ด้าน ECB ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0% พร้อมส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยไว้จนถึงสิ้นปี อีกทั้งก่อนหน้านี้มีการเปิดตัวโครงการปล่อยเงินกู้ครั้งใหม่เพื่อช่วยเหลือภาคธนาคารในการปล่อยสินเชื่อยูโรโซน (โครงการเงินกู้รีไฟแนนซ์ TLTRO-III) โดยจะเริ่มในเดือน ก.ย. ในปีนี้และสิ้นสุดในเดือน มี.ค. 2021

    ด้าน BoJ ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ -0.1% พร้อมคงนโยบาย QE และนโยบาย 10-Y Bond Yield Target ที่ 0%

    สำหรับประเด็นทางด้านการเมืองต่างประเทศ มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยทางสหรัฐฯ และจีนยังอยู่ในช่วงดำเนินการเจรจาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในเดือน พ.ค. นี้

    ขณะที่ประเด็น Brexit นั้น ทาง EU ได้เห็นชอบให้อังกฤษขยายระยะเวลาการถอนตัวออกไปเป็นวันที่ 31 ต.ค. อีกทั้ง EU จะมีกำหนดการเลือกตั้งรัฐสภายุโรประหว่างวันที่ 23-26 พ.ค.  ซึ่งหากทาง ส.ส. และรัฐสภาฯ ของอังกฤษยังไม่ให้ความเห็นชอบในการถอนตัวภายในวันที่ 22 พ.ค. อังกฤษอาจต้องเข้าร่วมการเลือกตั้งของ EU ในครั้งนี้

    ประเด็นสำคัญสำหรับเดือนนี้ ดัชนี S&P500 ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์จากแรงหนุนกำไรบริษัทจดทะเบียนและการคาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการจากบริษัท อีกทั้ง GDP ไตรมาส 1 ที่ออกมาดีกว่าคาด โดยมองว่าหุ้นสหรัฐฯ ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ในระยะกลางทะลุ 3,000 จุด โดยประเมินจากสถิติในอดีตรอบ 30 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ Fed คงอัตราดอกเบี้ย 1 ปีในวันทำการ ดัชนี S&P500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 20.31% หากตัดรอบฟองสบู่ปี 2000 ออก ขณะที่โดยเฉลี่ยแล้ว S&P500 จะปรับตัวขึ้นต่อไปทำจุดสูงสุดในแต่ละรอบการคงดอกเบี้ยก่อนที่จะปรับตัวลงเกิน 15% ที่จำนวน 400 วันทำการ (ปัจจุบันอยู่ที่ราว 132 วัน)

    ด้าน MSCI ปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยในดัชนี MSCI EM Index จาก 2.5% เป็นราว 3.0% โดยจะมีผลในวันที่ 29 พ.ค. ส่งผลให้มีโอกาสที่มูลค่าเงินลงทุนจากต่างชาติจะไหลเข้าไทยประมาณ 7.62 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทยให้ปรับตัวสูงขึ้น

     อีกทั้ง SET Index ในสกุลดอลลาร์เริ่มมีสัญญาณ “Golden Cross” ที่เป็นการฟื้นตัวโดยเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน ตัดเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันได้แล้ว ซึ่งสะท้อนภาพขาขึ้นในระยะกลางจากสถิติในอดีตในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้เรามองว่าปัจจัยโมเมนตัมจะเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อน SET ในรอบนี้ โดยมีแรงหนุนจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางโลก การเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยของ MSCI ในดัชนี MSCI EM Index และภาครัฐเริ่มออกมาตรการเศรษฐกิจเพิ่มเติม และน่าจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นหากมีการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย ประกอบกับจากสถิติโมเมนตัมที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีตซึ่งสะท้อนผ่านดัชนี SET100/SET50 และ Forward PE SET100/Forward PE SET50  ทำให้เรามองว่าหุ้นในกลุ่มขนาดกลางและขนาดเล็กจะเป็นตัวนำในการขับเคลื่อนตลาด โดยเราแนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุนหุ้นกลุ่มดังกล่าว

    อีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับพอร์ตการลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงสุดและพอร์ตการลงทุนระยะยาวคือตลาดหุ้นเวียดนามที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง เนื่องจากยังมีการเติบโตของเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนในระดับสูง เป็นตลาดที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเกิดสงครามการค้า ค่าแรงที่ยังถูก อีกทั้ง FDI ที่ยังเติบโตได้โดดเด่น โดยยังเป็นตลาดที่ค่อนข้าง laggard ขณะที่เริ่มมีโมเมนตัมที่น่าสนใจหลังสัดส่วนดัชนีหุ้นเวียดนามต่อหุ้นโลกลงมาอยู่ในแนวรับสำคัญ

    มาดูกันที่เศรษฐกิจรายภูมิภาคพบว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มี GDP ไตรมาสที่ 1 ที่กลับมาขยายตัวแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาด ตัวเลขภาคการผลิตกลับมาขยายตัวดีขึ้น ตลาดแรงงาน และยอดขายบ้านใหม่กลับมาเติบโตในอัตราเร่ง ขณะที่ตัวเลขภาคการบริการขยายตัวลดลง ทั้งนี้ตัวเลขเงินเฟ้อยังทรงตัว

    ด้านเศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซน GDP ไตรมาสที่ 1 ขยายตัวดีกว่าคาดเล็กน้อย ตัวเลขภาคการผลิตยังคงหดตัว ขณะที่ตัวเลขภาคการบริการขยายตัวลดลง ตัวเงินเงินเฟ้อยังทรงตัว

    ด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่น ยังคงมีสัญญาณการหดตัวในภาคการส่งออก ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมยังคงอ่อนแอ

    ด้านเศรษฐกิจจีน ตัวเลขภาคการบริการ ตัวเลขการส่งออกปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้ง GDP ไตรมาสที่ 1 มีการขยายตัวดีกว่าคาด ขณะที่ตัวเลขภาคการผลิตและการนำเข้าปรับตัวลดลง

    ในฝั่งเศรษฐกิจไทยเดือนมีนาคมชะลอตัวจากเดือนก่อน ปัจจัยหลักมาจากการบริโภคภาคเอกชน การส่งออก และการท่องเที่ยว ขณะที่ภาครัฐมีมติอนุมัติมาตรการพยุงเศรษฐกิจผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการภาษี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โดยสรุปเรามองว่าตลาดหุ้นโดยภาพรวมน่าจะปรับตัวขึ้นต่อได้ในระยะกลาง นำโดยตลาดหุ้นจีนและสหรัฐฯ จากการส่งสัญญาณการใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายของธนาคารกลางที่สำคัญ กำไรบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโต ความคืบหน้าการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ดีขึ้น และผลการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน สำหรับตลาดหุ้นไทยมองว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนหลังมีปัจจัยด้านโมเมนตัมที่โดดเด่นในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยโดยเฉพาะหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก อย่างไรก็ตามในระยะสั้นตลาดหุ้นทั่วโลกมีโอกาสเกิดการพักฐานได้ หลังปรับตัวขึ้นมาแรง เราแนะนำให้นักลงทุนมีการ rebalance พอร์ตการลงทุนโดยการขายทำกำไรในกองทุนที่มีน้ำหนักเกินกว่าสัดส่วนที่แนะนำ และเพิ่มน้ำหนักในกองทุนที่ยังมีต่ำกว่าสัดส่วนที่แนะนำ โดยยังแนะนำให้จับตาดูประเด็นความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล ความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน อีกทั้งประเด็น Brexit แม้ว่าจะมีการขยายระยะเวลาออกไปก็ตาม แนะนำนักลงทุนทยอยลงทุนในสินทรัพย์ตามโมเดลพอร์ต

 

INDEGO

Independence on Global Opportunities

Company
  • Service
  • Investment
  • Why Us
  • Insight
  • Team
Information

100/57, 28th floor, Sathorn Nakorn Tower, North Sathorn Road, Bang Rak, Bangkok 10500