INDEGO Monthly Outlook May 2020
Share on Facebook
INDEGO Monthly Outlook
May 2020
“Whatever It Takes!”
 
✔️ เกือบทุกสินทรัพย์ฟื้นตัวแรงจากเดือนที่แล้ว นำโดยหุ้นสหรัฐฯ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ของรัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลก ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวลงแรงสู่แดนลบหลังเจอภาวะอุปทานล้นตลาดจากอุปสงค์ที่ลดลงอย่างรุนแรง

Key Driver 1: Central Bank Policy

✔️ นโยบายเชิงรุกของธนาคารกลางทั่วโลกช่วยลดปัญหาสภาพคล่องและการผิดนัดชำระในระยะสั้น

✔️ Fed กระตุ้นเศรษฐกิจในวงเงิน 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ผ่านโครงการ PMCCF 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โครงการ SMCCF 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โครงการ TALF 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โครงการ PPPLF 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โครงการสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อบริษัทขนาดเล็ก 3.5 แสนล้านดอลลารสหรัฐฯ และโครงการจัดสรรการปล่อยกู้สู่รัฐบาลท้องถิ่น 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

✔️ ECB ลด Capital Buffer เพื่อให้ธนาคารมีสภาพคล่องเพียงพอสนับสนุนภาคธุรกิจ ผ่อนปรนกฎเกณฑ์ด้านหลักประกันเพื่อไม่ให้ Financial Condition ตึงตัว และผ่อนคลายด้านหลักประกันเพื่อก่อให้เกิดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

✔️ BoJ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ -0.1% นอกจากนี้มีการเข้าซื้อ Corporate Bond และ Commercial Paper เพิ่มเติม มีการยกเลิกเพดานการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล (JGB) คงขนาดการซื้อ ETFs และ J-REITs และยังทำ QQE ควบคู่กับ Yield Curve Control

✔️ BOT ออกมาตรการด้านสินเชื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีศักยภาพและยังไม่เป็น NPL ออกมาตรการช่วยเหลือกองทุนรวมที่ได้รับผลกระทบจากการขาดสภาพคล่องในตลาดเงิน (MFLF) ให้ครอบคลุมถึง MMF และ Daily FI ผ่านธุรกรรม Repo และจัดตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องเพื่อลดความเสี่ยงของการระดุมทุนในตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน (BSF)

Key Driver 2: Coronavirus (COVID-19)

✔️ เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นหลังจากที่จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันในหลายประเทศเริ่มเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลง โดยแต่ละประเทศเริ่มวางแผนกลับมาเปิดเศรษฐกิจกันอีกครั้งหลังสถานการณ์ภายในประเทศมีสัญญาณที่ดีขึ้น

Highlight 1: การปรับประมาณการเศรษฐกิจของ IMF

✔️ IMF คาดวิกฤตครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่รุนแรงกว่าปี 2009 แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีในปี 2021

Highlight 2: Fiscal stimulus

✔️ มาตรการทางการคลังที่ออกมาเพิ่มเติม เพื่อรับมือการแพร่ระบาดไวรัส COVID-19

✔️ US มาตรการกระตุ้นโดยมีวงเงินเพิ่มเติม 4.84 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

✔️ EU มาตรการกระตุ้นโดยมีวงเงิน 5.4 แสนล้านยูโร

✔️ Italy มาตรการกระตุ้นโดยมีวงเงินเพิ่มเติม 4 แสนล้านยูโร

✔️ South Korea มาตรการกระตุ้นโดยมีวงเงินเพิ่มเติม 53.7 ล้านล้านวอน

✔️ Japan มาตรการกระตุ้นโดยมีวงเงิน 108 ล้านล้านเยน

✔️ Brazil มาตรการกระตุ้นโดยมีวงเงิน 5.1 หมื่นล้านเรียล

✔️ Thailand มาตรการกระตุ้นโดยมีวงเงินเพิ่มเติม 1.9 ล้านล้านบาท

Highlight 3: Scenario Analysis – Developed Markets

✔️ ดัชนีกลุ่ม DM มี Downside ที่เปิดกว้าง หากใช้อัตราการปรับลด EPS เดียวกันกับปี 2008

Highlight 3: Scenario Analysis – Emerging Markets

✔️ ดัชนีกลุ่ม EM ยังคงมี Downside แต่น้อยกว่ากลุ่ม DM หากใช้อัตราการปรับลด EPS เดียวกันกับ 2008

Highlight 4: Don’t Panic. Be Patient

✔️ ในวิกฤต Upside จำกัด แต่ Downside เปิดกว้าง เมื่อตลาดกลับมาเป็นขาขึ้นยังมีเวลาและโอกาสทำกำไร

Highlight 5: Asset Class – Fixed Income

✔️ Credit Spread ตราสารหนี้แคบลงตอบรับมาตรการธนาคารกลาง แต่โอกาสผิดนัดชำระหนี้เริ่มปรับตัวสูงขึ้น

Highlight 5: Asset Class – REITs

✔️ แม้ Yield Spread จะน่าสนใจ แต่หากเศรษฐกิจยังชะงัก REITs ก็มีโอกาสที่ไม่สามารถจ่ายปันผลได้ดีเช่นเดิม

Highlight 5: Asset Class – Gold

✔️ ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 7 ปี จากสภาพคล่องในตลาดการเงินที่กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

Highlight 5: Asset Class – Oil

✔️ ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกที่ปรับตัวลดลงยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดันราคาน้ำมัน

Investment Theme: Fixed Income

✔️ แนะนำลดสัดส่วนกองทุนรวมตลาดเงิน เพื่อลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีคุณภาพสูง

Global Economy เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มหดตัวลง สังเกตได้จากตัวเลข PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการหดตัวลง

✔️ US สถานการณ์การแพร่ระบาดในสหรัฐฯ เริ่มดีขึ้นและมีแนวโน้มจะเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง

✔️ EU เศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าทั้งในภาคการผลิตและการบริการ

✔️ Japan เศรษฐกิจยังคงชะลอตัวจากการแพร่ระบาดของไวรัส โดยมีมาตรการทางการคลังเยียวยา

✔️ Emerging Markets and Frontier Markets เศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากปัญหาไวรัส COVID-19 อาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการเกิดวิกฤตหนี้สินครั้งใหม่

✔️ China “ผู้นำร่อง” เศรษฐกิจถูกกดดันจาก COVID-19 แต่มีโอกาสฟื้นตัวก่อนประเทศอื่น

✔️ Thailand ภาคบริการที่หดตัว ปัญหาการว่างงานที่รุนแรง และ Valuation ที่แพง เพิ่มความเสี่ยงต่อหุ้นไทย

Global Economy เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มหดตัวลง สังเกตได้จากตัวเลข PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของแต่ละประเทศหดตัวลงหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19

✔ US รัฐบาลสหรัฐฯ เร่งออกนโยบายเพื่อลดผลกระทบเชิงลบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 หลังจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลก

✔ EU เศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยได้รับปัจจัยกดดันจากจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเข้าสู่ภาวะวิกฤต

✔ Japan เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังชะลอตัว นำโดยภาคการบริการ และเศรษฐกิจถูกกดดันจากการเลื่อนการจัดงานโอลิมปิก

✔ Emerging Markets and Frontier Markets ตัวเลขเศรษฐกิจและอัตราการทำกำไรมีแนวโน้มลดลงหากสถานการณ์ยืดเยื้อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากการคลังและการเงินจะช่วยพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น

✔ China “ไฟเริ่มมอดแต่ยังไม่ปลอดภัย” ยอดผู้ติดเชื้อในประเทศลดลงต่อเนื่อง แต่อาจปะทุอีกหากไม่ควบคุมให้ดี

✔ Thailand ตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมออกมาแย่กว่าคาด EPS มีโอกาสถูกปรับลดต่อเนื่อง และ Valuation ยังไม่น่าสนใจ

China

✔️ “ผู้นำร่อง” เศรษฐกิจถูกกดดันจาก COVID-19 แต่มีโอกาสฟื้นตัวก่อนประเทศอื่น

Global Valuation

✔️ Valuation ของตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในตลาดหุ้น Nasdaq

Global Valuation

✔ ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 กดดันดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกให้ปรับตัวลดลง สะท้อนให้เห็นถึง Valuation ที่ปรับตัวลดลงต่ำกว่า -1SD

บทสรุป “Whatever It Takes!”

    หากเราพิจารณาถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ครั้งนี้ จะเห็นได้ถึงความรุนแรงที่มากที่สุดนับตั้งแต่หลังวิกฤต The Great Depression ในปี 1930 ซึ่ง IMF มีการประเมินว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะหดตัวรุนแรงถึง 3% และเกิดปัญหาการว่างงานครั้งใหญ่ขึ้นทั่วโลก เห็นได้จากสหรัฐฯ ซึ่งมีจำนวนผู้ตกงานภายใน 5 สัปดาห์ติดต่อกันทะลุถึง 26 ล้านคนไปแล้ว มากไปกว่านั้นราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงรุนแรงจนกระทั่งเราได้เห็นราคาของสัญญาซื้อขายน้ำมัน WTI ติดลบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จากภาวะอุปทานล้นตลาดในสภาพที่ความต้องการใช้น้ำมันก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญญาณอันตรายของภาวะเศรษฐกิจและอาจจะได้เห็นบริษัทด้านพลังงานล้มละลายตามมาอีกเช่นกัน นอกจากนั้นปัญหาของการผิดนัดชำระหนี้ทั่วโลกหลังจากนี้ที่จะตามมาในระยะกลาง โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่มีเครื่องมือทางการเงินที่จำกัดยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม
 
    สำหรับปัญหาระยะยาวที่นิ่งนอนใจไม่ได้อีกอย่างหลังจากนี้ คือ ปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำในสังคมทั่วโลกที่ดูเหมือนจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดวิกฤตทางด้านการเมืองและสังคมตามมาได้เช่นกัน เช่นเดียวกันกับปัญหาหนี้สินและระบบเงินตราของโลกในระยะยาวที่อาจเสื่อมถอยลงจากการใช้มาตรการทางการเงินที่สุดโต่ง ถึงแม้ว่าเราจะได้เห็นการฟื้นตัวของหลายสินทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมา แต่เราก็ยังคงมุมมองเชิงระมัดระวังและไม่ประมาท เนื่องจากการฟื้นตัวในครั้งนี้อาจจะเป็นเพียงแค่ Bear Market Rally หรือการฟื้นตัวในระยะสั้น เนื่องจากเราน่าจะได้เห็นผลกระทบของการบริโภคที่หายไปและจะต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัวจากสภาพเศรษฐกิจที่ถดถอยรุนแรงครั้งนี้ เช่นเดียวกับลักษณะการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วง The Great Depression ที่ตลาดปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในรอบแรก ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นแรงกว่า 48% หลังจากนั้นตลาดก็ได้ปรับตัวลดลงสลับกับการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกินระยะเวลากว่าหลายปีถึงจะจบขาลงของตลาดหุ้นที่สมบูรณ์ อีกทั้งทั่วโลกยังมีความเสี่ยงที่จะเจอกับการระบาดของไวรัสระลอกใหม่ได้เสมอ ในช่วงเวลาเช่นนี้จึงยังเป็นช่วงเวลาที่เรามองว่าควรระมัดระวังและรอประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจให้เห็นภาพชัดขึ้น โดยเฉพาะช่วงหลังจากการเปิดเมืองไปแล้วว่าจะมีผลเป็นอย่างไร
 
     ในเดือนนี้เรายังคงมุมมองเชิงระมัดระวังในการลงทุนโดยให้กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นหลัก และแนะนำให้นักลงทุนเริ่มทยอยกระจายการลงทุนไปยังกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นคุณภาพดีบางส่วนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนหลังจากมีมาตรการของ ธปท. ที่สนับสนุนให้ตลาดตราสารหนี้เริ่มมีเสถียรภาพเพิ่มขึ้น และรอจังหวะในการทยอยเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่ม New Economy ที่ได้ประโยชน์ในโลกยุคใหม่จากวิกฤตครั้งนี้

INDEGO 
Independence for Global Opportunities

Company
  • Service
  • Investment
  • Why Us
  • Insight
  • Team
Information

100/57, 28th floor, Sathorn Nakorn Tower, North Sathorn Road, Bang Rak, Bangkok 10500