INDEGO Monthly Outlook October 2019

“Ceasefire”

สินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวขึ้นหลังความตึงเครียดทางการค้าลดลงขณะที่สินทรัพย์ปลอดภัยมีแรงขายทำกำไร

    ภาพรวมสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนที่ผ่านมา หลังสหรัฐฯ และจีน จะกลับมาเจรจาการค้าในเดือน ต.ค. ช่วยลดความกังวลสงครามการค้าลง ขณะที่สินทรัพย์ปลอดภัยและ Yield Play มีแรงขายทำกำไร

Fed ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ด้าน ECB กลับมาทำ QE และ BoJ มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคต

    คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) มีมติ 7 ต่อ 3 เสียง ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.75-2.00% ตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่ทางประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคต นอกจากนี้ Fed ยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ในปีนี้เป็น 2.2% (YoY)

    ECB ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ลง 0.10% สู่ระดับ -0.50% และประเมินว่าเงินเฟ้อจะทรงตัวในระดับต่ำต่อไป ขณะที่คงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 0.25% และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0% อีกทั้งจะใช้มาตรการ QE ในเดือน พ.ย. ด้วยวงเงิน 2 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน และยังไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุด พร้อมประกาศใช้ระบบอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 2 ระดับ เพื่อลดผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยติดลบที่ส่งผลกระทบต่อกำไรของธนาคารพาณิชย์ในยุโรป

    BoJ มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ -0.1% และคงอัตราดอกเบี้ยระยะยาวไว้ที่ใกล้ระดับ 0% พร้อมยังคงขนาดโครงการซื้อสินทรัพย์ในปริมาณสูง โดย BoJ ถือครองพันธบัตรญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 6.2% (YoY) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 494 ล้านล้านเยน หรือคิดเป็น 43.5% ของยอดการถือครองทั้งหมด 

สหรัฐฯ แสดงท่าทีผ่อนคลายจากนโยบายจีนที่เปิดรับนักลงทุนต่างชาติและสนับสนุนสินค้าเกษตรสหรัฐฯ อีกครั้ง

    ในวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมาสหรัฐฯ ได้เริ่มจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยอัตรา 15% และจีนก็ได้เริ่มจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ในวงเงิน 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อัตรา 5-10% 

    อย่างไรก็ตามทั้งสองประเทศเริ่มมีท่าทีเชิงบวกต่อกันมากขึ้นภายหลังจีนมีการสั่งซื้อเนื้อหมูและสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ อีกครั้ง ประกอบกับจีนยังมีการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีนิติบุคคลสำหรับบริษัทต่างชาติที่เปิดฐานการผลิตในเซี่ยงไฮ้ อีกทั้งได้ยกเลิกโครงการ QFII และ RQFII ซึ่งทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้าถึงตลาดการเงินของจีนได้มากขึ้น ส่งผลให้สหรัฐฯ ได้ประกาศเลื่อนการปรับขึ้นอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากจีนวงเงิน 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิม 25% เป็น 30% ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค. ออกไปเป็นวันที่ 15 ต.ค. และยกเว้นภาษีเป็นการชั่วคราวของสินค้าจีนจำนวน 437 รายการ วงเงิน 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สถานการณ์ประท้วงของฮ่องกงมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อและไม่สามารถหาข้อยุติได้ ประกอบกับมีสัญญาณการแทรกแซงจากต่างประเทศ

    ช่วงต้นเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกง แคร์รี ลัม ออกมาประกาศยกเลิกร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามข้อเรียกร้องจากผู้ชุมนุม แต่การประท้วงก็ยังดำเนินต่อโดยแกนนำผู้เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของฮ่องกง โจวชัว หว่อง ได้ออกมากล่าวว่าการยกเลิกกฎหมายนี้ล่าช้าเกินไป และกลุ่มผู้ประท้วงได้พยายามดึงรัฐบาลต่างชาติเข้ามาแทรกแซงเหตุการณ์ในฮ่องกง

    ในวันที่ 25 ก.ย. สภาคองเกรสได้อนุมัติการร่างกฎหมายสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยของฮ่องกง ตามที่ โจชัว หว่องได้เรียกร้องไว้ แต่ยังไม่มีการระบุเนื้อหาของกฎหมายใหม่ที่แน่ชัด และไม่มีการกล่าวถึงสถานะการค้าพิเศษของฮ่องกงจากสหรัฐฯ หลังจากที่มีการกล่าวถึงระหว่างพิจารณาการร่างกฎหมายนี้ ซึ่งทางรัฐบาลจีนก็แสดงความไม่พอใจและพร้อมจะตอบโต้กับเหตุการณ์การแทรกแซงของสหรัฐฯ ในขณะที่ แคร์รี ลัม ได้ออกมากล่าวว่าจะเปิดโอกาสให้ตัวแทนของประชาชนเข้าร่วมเจรจาเพื่อแก้ไขวิกฤตการประท้วงที่รุนแรง

Brexit ยังคงมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อและหาข้อยุติไม่ได้ แต่ยังเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง

    รัฐสภาอังกฤษทั้ง 2 สภา ได้อนุมัติผ่านร่างกฎหมายป้องกัน No-Deal Brexit ทั้งนี้ บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ จะต้องยื่นขอขยายเวลาเส้นตาย Brexit จากเดิม 31 ต.ค. 2019 เป็น 31 ม.ค. 2020 หากจอห์นสันไม่สามารถหาข้อตกลง Brexit ได้ภายในวันที่ 19 ต.ค. ซึ่งจอห์นสันประสบความล้มเหลวในการเรียกร้องให้รัฐสภาลงมติเลือกตั้งใหม่ อีกทั้งศาลสูงสุดของสหราชอาณาจักรวินิจฉัยว่าการปิดสมัยประชุมสภาฯ เป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ ภายใต้คำแนะนำของจอห์นสันไม่เห็นชอบด้วยกฎหมาย พรรคฝ่ายค้านจึงได้ออกมากดดันให้จอห์นสันลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

 

เกิดแรงขายทำกำไรในตลาดตราสารหนี้ ส่งผลให้ตราสารหนี้ระยะกลางถึงยาวกลับมาน่าสนใจมากขึ้น

    ธนาคารกลางหลัก ยังดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการขายตราสารหนี้ทำกำไรในระยะสั้น เนื่องจากนักลงทุนได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า จึงทำให้มูลค่าตลาดตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนติดลบปรับตัวลดลงมาเหลือ 14.33 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 25.63% ของมูลค่าตลาดตราสารหนี้โลก อีกทั้งส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ในภาพรวมดีดตัวขึ้น นอกจากนี้เหตุการณ์ด้านการเมืองในหลายภูมิภาคเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ตลาดทุนเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้งและเม็ดเงินลงทุนไหลไปอยู่ในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มมากขึ้น

เหตุการณ์โดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดิอาระเบียเพิ่มระดับความขัดระแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

    ในวันที่ 14 ก.ย. โรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่ง ของบริษัทผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก ซาอุดิ อารามโก ถูกโจมตีด้วยโดรนกว่า 10 ลำพุ่งเข้าชน ส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันของโลกลดลง 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 5% ของปริมาณการผลิตน้ำมันดิบทั่วโลก โดยราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นกว่า 15% ในวันที่ 16 ก.ย. ส่งผลต่อตลาดเอเชียให้ที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่โดยตรง โดยซาอุดิอาระเบียและประเทศพันธมิตรได้กล่าวหาว่าอิหร่านเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง พร้อมทั้งสหรัฐฯ ได้ส่งกองกำลังทหารไปเตรียมพร้อมที่บริเวณอ่าวเปอร์เซีย อย่างไรก็ตาม ซาอุดิ อารามโก ได้ยืนยันว่าสามารถฟื้นฟูการผลิตได้แล้วกว่า 70% ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีคำสั่งให้ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ เพื่อลดความตึงตัวในด้านอุปทานน้ำมันของตลาดโลก

สรุปผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ของบริษัทจดทะเบียนในดัชนีหุ้นจีน CSI300 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์

    ผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี CSI300 มีจำนวนบริษัทที่มีผลกำไรมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์อยู่ที่ 60.71% ของตลาด โดยค่าเฉลี่ยกำไรทั้งหมดดีกว่าตลาดคาดการณ์ถึง 9.68% และมีกำไรเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 20.42% (YoY) ในขณะที่รายได้เฉลี่ยโตขึ้นเพียง 4.40% (YoY)

ทองคำและ REITs ยังน่าสนใจยังน่าสนใจในระยะกลางจากการใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายของธนาคารกลางทั่วโลก

    เดือนที่ผ่านมาดัชนี SETPREIT ในไทยและ FSTREI ในสิงคโปร์ยังคงมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ และอัตราผลตอบแทนปันผลของดัชนี SETPREIT และ FSTREI ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากเดือน ส.ค. โดยอยู่ที่ 4.77% และ 5.19% ตามลำดับ อีกทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการขายทำกำไรในพันธบัตร แต่ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนเงินปันผลและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของ SETPREIT และ FSTREI ยังอยู่ในระดับสูง

    ด้านทองคำยังมีปัจจัยหนุนในระยะกลางจากเศรษฐกิจโลกที่ยังมีแนวโน้มชะลอตัว การกลับมาใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายของธนาคารกลางทั่วโลก ความเสี่ยงของสงครามการค้าที่มีโอกาสยืดเยื้อและสงครามค่าเงิน

แนะนำลงทุนในหุ้นอินเดียขานรับนโยบายการปฎิรูปภาษี  

    เศรษฐกิจอินเดียเติบโตที่ 5% ในไตรมาสที่ 2 ซึ่งเติบโตช้าสุดในรอบ 6 ปี และ PMI ภาคการผลิตและบริการขยายตัวลดลง แต่รัฐบาลอินเดียได้มีการปฏิรูปภาษี โดยประกาศลดภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทที่ทำธุรกิจภายในประเทศ จากเดิม 30% เหลือเพียง 22% อีกทั้งในช่วงเดือน ส.ค. อินเดียได้ปรับลดดอกเบี้ย 0.35% สู่ระดับ 5.4% เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ด้าน Valuation หุ้นอินเดียเมื่อเทียบกับหุ้นโลกยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี อีกทั้งยังมีแนวโน้มขาขึ้นจากการที่ตลาดหุ้นได้ดีดตัวสูงขึ้นทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน อย่างไรก็ตามค่าเงินรูปีนั้นแปรผกผันกับราคาน้ำมันค่อนข้างมาก หากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอาจส่งผลให้ค่าเงินรูปีอ่อนค่า เนื่องจากอินเดียมีการนำเข้าน้ำมันสูง

เศรษฐกิจโลกและไทยมีแนวโน้มเติบโตช้าลง แนะนำลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทย

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ ตัวเลขภาคการผลิตหดตัวและการจ้างงานแย่กว่าคาด ขณะที่ตัวเลขยอดค้าปลีกและภาคการบริการยังคงแข็งแกร่ง

    เศรษฐกิจยุโรป ยังคงชะลอตัว แต่มีปัจจัยบวกจากการลดดอกเบี้ยและการกลับมาทำ QE ของ ECB แต่ยังคงมีความเสี่ยงในประเด็น Brexit

    เศรษฐกิจญี่ปุ่น ยังชะลอตัวจากประเด็นสงครามการค้า แม้มีปัจจัยบวกจากข้อตกลงทางการค้าและติดตามการปรับขึ้นภาษี

    เศรษฐกิจกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ เริ่มกลับมามีความน่าสนใจจากการฟื้นตัวของกลุ่ม Semiconductor

    เศรษฐกิจจีน ตัวเลขภาคการบริการเติบโตต่อเนื่อง ในขณะที่ตัวเลขภาคการผลิตเริ่มกลับมาขยายตัว แต่ตัวเลขการส่งออกหดตัวลง อีกทั้งแนวโน้มเชิงบวกจากการที่รัฐบาลจีนยกเลิกโควตา QFII และ RQFII รวมทั้ง PBOC ปรับลด RRR และ LPR 1 ปี 

    เศรษฐกิจไทย ค่าเงินบาทที่แข็งค่าฉุดการส่งออกหดตัวต่อเนื่อง อีกทั้งหนี้ครัวเรือนในระบบสูง มีโอกาสที่จะกดดันให้เศรษฐกิจไทยยังชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง แนะนำลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทย

    ภาพรวมเศรษฐกิจเวียดนาม ยังแข็งแกร่ง และมีปัจจัยเชิงบวกจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง

บทสรุป “Ceasefire”

    เรามองว่าเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มชะลอตัวลง ขณะที่ประเด็นสงครามการค้าเริ่มมีความตึงเครียดลดลงบ้างแต่ยังมีความไม่แน่นอน ด้านธนาคารกลางทั่วโลกส่งสัญญาณการใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายมากขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องยังเป็นปัจจัยหนุนตลาดในระยะกลาง ด้านบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกยังมีการเติบโตโดยบางภูมิภาคยังสามารถเติบโตได้โดดเด่น ขณะที่บางภูมิภาคมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่อง แนะนำนักลงทุนลดความเสี่ยงในหุ้นที่มีความเสี่ยงจากการชะลอตัวของผลประกอบการ และแนะนำให้มีการกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ตามโมเดลพอร์ต

INDEGO 
Independence on Global Opportunities

Company
  • Service
  • Investment
  • Why Us
  • Insight
  • Team
Information

100/57, 28th floor, Sathorn Nakorn Tower, North Sathorn Road, Bang Rak, Bangkok 10500