INDEGO Monthly Outlook September 2019

“Race to the Bottom”

✔ สินทรัพย์เสี่ยงส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง ขณะที่สินทรัพย์ปลอดภัยปรับตัวขึ้นเด่นจากความกังวลสงครามการค้า

    เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์เสี่ยงส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงจากปัจจัยสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่ประกาศเรียกเก็บภาษีรอบใหม่ ในขณะที่กลุ่มสินทรัพย์ปลอดภัยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่น ทองคำที่ทำผลตอบแทนได้ดีสุดในเดือนที่ผ่านมา และตราสารหนี้โดยเฉพาะตราสารหนี้คุณภาพ ด้านตราสารหนี้ High Yield ปรับตัวลดลงหลัง Credit Spread ปรับตัวสูงขึ้น ด้าน REITs ไทยและต่างประเทศ ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นจากอัตราผลตอบแทนที่กลับมาในระดับที่น่าสนใจ สำหรับราคาหุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง นำโดยหุ้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่จากความกังวลด้านสงครามการค้าแม้ว่าการประกาศงบจะออกมาดีกว่าคาด

✔ Fed และ ECB มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม BoJ ยังคงมาตรการผ่อนคลาย ขณะที่ PBOC ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่

    ในงานประชุม Jackson Hole ยังไม่มีความชัดเจนของทิศทางอัตราดอกเบื้ย โดย เจอโรม พาวเวลล์ กล่าวว่าจะดำเนินการอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวต่อไป ทั้งนี้นักลงทุนในตลาดยังคาดการณ์ว่ามีโอกาสที่ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% อีกครั้งในปีนี้

    มาริโอ ดรากี ประธาน ECB กล่าวว่ามีโอกาสที่ ECB จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงการประชุมเดือน ก.ย. จากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แข็งแกร่ง และความเสี่ยงจากประเด็น No-Deal Brexit

    BoJ ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ -0.10% เพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา โดยยังพร้อมที่จะใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    PBOC ได้อัดฉีดเงิน 8 หมื่นล้านหยวนผ่านข้อตกลง Reverse Repo อายุ 7 ปี เข้าสู่ระบบเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง และมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ประเภท LPR (อ้างอิงจากอัตรา MLF) เพื่อช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมที่แท้จริงให้กับภาคธุรกิจและเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ในงานประชุม Jackson Hole ยังไม่มีความชัดเจนของทิศทางอัตราดอกเบื้ย โดย เจอโรม พาวเวลล์ กล่าวว่าจะดำเนินการอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวต่อไป ทั้งนี้นักลงทุนในตลาดยังคาดการณ์ว่ามีโอกาสที่ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% อีกครั้งในปีนี้

    มาริโอ ดรากี ประธาน ECB กล่าวว่ามีโอกาสที่ ECB จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงการประชุมเดือน ก.ย. จากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แข็งแกร่ง และความเสี่ยงจากประเด็น No-Deal Brexit

    BoJ ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ -0.10% เพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา โดยยังพร้อมที่จะใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    PBOC ได้อัดฉีดเงิน 8 หมื่นล้านหยวนผ่านข้อตกลง Reverse Repo อายุ 7 ปี เข้าสู่ระบบเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง และมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ประเภท LPR (อ้างอิงจากอัตรา MLF) เพื่อช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมที่แท้จริงให้กับภาคธุรกิจและเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ

✔ การเจรจาการค้าไม่คืบหน้า สงครามการค้ามีแนวโน้มยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

    การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ในช่วงสิ้นเดือน ก.ค. ยังไม่คืบหน้า โดยเมื่อ 1 ส.ค. ทรัมป์ได้ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนด้วยอัตรา 10% วงเงิน 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ก.ย. เป็นต้นไป ก่อนที่จะมีการตัดสินใจเลื่อนการจัดเก็บภาษีออกไปจนถึง 15 ธ.ค. ในบางส่วน และยกเลิกการจัดเก็บภาษีสินค้าในบางประเภทเนื่องจากจีนจะยกเลิกการซื้อสินค้าเกษตร

    นอกจากนี้จีนยังได้ประกาศมาตรการตอบโต้เพิ่มเติมโดยจะจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ด้วยอัตรา 5-10% ในวงเงิน 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.ย. และ 15 ธ.ค. เช่นเดียวกัน ส่งผลให้สหรัฐฯ จึงประกาศขึ้นอัตราภาษีสินค้านำเข้าเพิ่มเติมอีกในอัตรา 5% ของวงเงินที่มีการประกาศเรียกเก็บจากจีนในวงเงิน 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันที่ 1 ต.ค. และวงเงินใหม่ที่เรียกเก็บในอนาคตโดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.ย. และ 15 ธ.ค.

✔ สถานการณ์ในฮ่องกงส่งผลกระทบเชิงลบและมีแนวโน้มยืดเยื้อ แต่หุ้นจีนในฮ่องกงยังน่าสนใจจากพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

    เหตุการณ์การประท้วงในฮ่องกงเริ่มต้นจากการประท้วงการร่างกฎหมายส่งมอบตัวผู้ร้ายข้ามแดน แต่บานปลายจนเป็นประเด็นให้ผู้ประท้วงต้องการให้ฮ่องกงเป็นเอกราชจากการปกครองของจีน ส่งผลให้เศรษฐกิจฮ่องกงชะลอตัว จำนวนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ไปยังฮ่องกงปรับตัวลดลงกดดันดัชนีหุ้นฮ่องกง อย่างไรก็ตามหุ้นจีนที่จดทะเบียนในฮ่องกงยังคงน่าสนใจจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

✔ นายกอิตาลีลาออกหลังจากถูกกดดันจากพรรคร่วมรัฐบาลที่มีความเห็นแตกแยก

    จู เซ็ปเป คอนเต นายกรัฐมนตรีอิตาลี ประกาศลาออกจากตำแหน่งหลังจากถูกยื่นมติไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมรัฐบาลจากความขัดแย้งเกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูง โดย มัตเตโอ ซัลวินี หัวหน้าพรรค League ได้มีการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งก่อนกำหนด โดยคาดหวังว่าพรรคของเขาจะสามารถชนะการเลือกตั้งได้จากคะแนนความนิยมที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม เซอร์จิโอ แมตตาเรลลา ประธานาธิบดีอิตาลี จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะมีการเลือกตั้งก่อนกำหนดหรือไม่

 

✔ Brexit ยังหาข้อสรุปไม่ได้และอาจยืดเยื้อจนถึงเดือน ต.ค.

    บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้ไปเจรจาข้อตกลง Brexit กับทางเยอรมนีและฝรั่งเศส โดยได้พูดถึงประเด็นพรมแดนและข้อตกลงทางการค้าระหว่างไอร์แลนด์เหนือและไอร์แลนด์ภายหลังที่อังกฤษจะออกจากสหภาพยุโรปในวันที่ 31 ต.ค. แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป นอกจากนี้จอห์นสันยังได้เดินทางไปเจรจาเพื่อหาพันธมิตรทางการค้ากับอีกหลายประเทศ

✔ ความขัดแย้งระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

    จากความขัดแย้งระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ทำให้ญี่ปุ่นได้ประกาศถอดเกาหลีใต้ออกจาก Whitelist ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วในวันที่ 28 ส.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่เกาหลีใต้ก็ได้ประกาศถอดญี่ปุ่นออกจาก Whitelist เช่นกัน นอกจากนี้ความขัดแย้งดังกล่าวยังส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ

✔ บริษัทจดทะเบียนทั่วโลกส่วนใหญ่มีรายได้เติบโตต่อเนื่อง แต่ผลกำไรชะลอตัวลง

    รายได้บริษัทจดทะเบียนทั่วโลกส่วนใหญ่มีรายได้เติบโต นำโดยจีน เวียดนาม และอินเดีย ด้านกำไรส่วนใหญ่หดตัวนำโดยเกาหลีใต้และไทย อย่างไรก็ตามผลประกอบการของบริษัทส่วนใหญ่ยังดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์นำโดยตลาดสหรัฐฯ

✔ ตลาดตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนติดลบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากความกังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอย

    มูลค่าของตลาดตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนติดลบในปัจจุบันมีมูลค่าสูงกว่า 16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นกว่า 25% ของมูลค่าตลาดตราสารหนี้ทั่วโลก โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะถดถอยจากสัญญาณเตือน Inverted Yield Curve ประกอบกับแรงกดดันจากเหตุการณ์ด้านการเมืองในหลายประเทศในช่วงที่ผ่านมา   

    ธนาคารกลางทั่วโลกจึงดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและป้องกันภาวะเศรษฐกิจถดถอย ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนไหลไปอยู่ในสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น และกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรต่ำลงและติดลบเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากดอกเบี้ยมีแนวโน้มเป็นขาลง ทำให้นักลงทุนต้องเข้าไปลงทุนในพันธบัตรระยะยาวเพื่อหวังกำไรจากส่วนต่างราคาของตราสารหนี้

✔ ทองคำมีแรงซื้อจากธนาคารกลางและนักลงทุนจากความกังวลเศรษฐกิจชะลอตัวจากสงครามการค้าและแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง ขณะที่สัญญาณโมเมนตัมภาพใหญ่ส่งสัญญาณ “เข้าลงทุน” แนะนำเพิ่มการลงทุนในกองทุนหุ้นเหมืองทองคำ

    ราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยสามารถทะลุแนวต้านที่บริเวณ 1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้สำเร็จ จากการที่สงครามการค้าทวีความรุนแรงขึ้นและสร้างความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้ธนาคารกลางหลักยังส่งสัญญาณการใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายโดยมีเม็ดเงินไหลเข้าในทองคำอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งอุปสงค์ทองคำในช่วงไตรมาสที่ 2 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8% (YoY) จากแรงหนุนของธนาคารกลาง 244.4 ตัน ซึ่งปรับตัวสูงกว่า 47% (YoY) ซึ่งการซื้อในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาถือเป็นรายครึ่งปีแรกที่สูงสุดนับแต่ปี 2010 ขณะที่อุปทานทองคำปรับตัวเพิ่มเพียง 6% ต่ำกว่าอุปสงค์ เป็นปัจจัยให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น

    จากสถิติกลยุทธ์การลงทุนในทองคำผ่านสัญญาณ MACD ในระดับรายเดือนของดัชนีทองคำเทียบกับหุ้นโลกและเทียบกับตราสารหนี้โลกในอดีตพบว่าปัจจุบันมีสัญญาณที่ราคาทองคำยังมีแนวโน้มปรับตัวเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง

✔ Yield Spread ของ REITs กว้างขึ้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวลงแรง ส่งผลให้ REITs ยังคงมีความน่าสนใจ

    เดือนที่ผ่านมาดัชนี SETPREIT และ FSTREI ยังคงให้อัตราผลตอบแทนจากปันผลในระดับประมาณ 5% และส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในระดับประมาณ 3.5% ซึ่งเกิดจากการที่อัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรมีแนวโน้มลดลงแรง ทำให้ REITs ยังเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะแก่การลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตในความที่ตลาดยังมีความผันผวน

✔ เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเติบโตช้าลง สหรัฐฯ และยูโรโซนถูกปรับลดคาดการณ์การเติบโต ส่วนญี่ปุ่นถูกปรับประมาณการขึ้

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ ตัวเลขภาคการผลิตและภาคบริการขยายตัวลดลง ในขณะที่ตัวเลขยอดค้าปลีกออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ ด้านผลกำไรของหุ้นสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 2 ดีกว่าคาดทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดยรายได้และกำไรยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    เศรษฐกิจยุโรป ขยายตัวเล็กน้อย มีความเสี่ยงในประเด็น No-Deal Brexit และการเมืองอิตาลี ด้านตลาดหุ้นยุโรปนั้นรายได้เติบโตเล็กน้อย ส่วนกำไรหดตัวเล็กน้อยแต่ยังดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์

    เศรษฐกิจญี่ปุ่น ยังประสบปัญหาภาคการส่งออกจากประเด็นสงครามการค้าและความขัดแย้งกับเกาหลีใต้ ด้านผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนญี่ปุ่นรายได้เติบโตเล็กน้อยแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ ด้านกำไรหดตัวเล็กน้อยแต่ยังดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์

    เศรษฐกิจกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ยังมองว่ามีปัจจัยเสี่ยงด้านสงครามการค้าและการเมืองในบางประเทศ โดยยังคงต้องจับตาต่อไป

    เศรษฐกิจจีน ตัวเลขภาคการบริการขยายตัวต่อเนื่อง ตลาดหุ้นจีนได้รับสัญญาณเชิงบวกจากการปรับน้ำหนักของดัชนี MSCI และ FTSE ด้านผลประกอบการของดัชนี CSI300 ในไตรมาสที่ 2 ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ โดยรายได้และกำไรยังเติบโตในระดับสูง

    เศรษฐกิจไทย ยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงถึงแม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ ด้านผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ของบริษัทจดทะเบียนออกมาเติบโตลดลงจากปีก่อนและโดยรวมแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์

    เศรษฐกิจเวียดนาม ภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังคงเติบโตเป็นโอกาสเข้าลงทุนในระยะกลางถึงยาว

บทสรุป “Race to the bottom”

    เรามองว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงมากขึ้นจากประเด็นสงครามการค้าที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกส่งสัญญาณการใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายมากขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้านบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกยังมีการเติบโตโดยบางภูมิภาคยังสามารถเติบโตได้โดดเด่น ขณะที่บางภูมิภาคมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่อง แนะนำนักลงทุนลดความเสี่ยงในหุ้นที่มีความเสี่ยงจากการชะลอตัวของผลประกอบการ และแนะนำให้มีการกระจายการลงทุน โดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้นตามโมเดลพอร์ต

INDEGO 
Independence on Global Opportunities

Company
  • Service
  • Investment
  • Why Us
  • Insight
  • Team
Information

100/57, 28th floor, Sathorn Nakorn Tower, North Sathorn Road, Bang Rak, Bangkok 10500