Growth Against Gravity
🔹 ภาพรวมตลาดการเงินโลกสะท้อนภาพการเติบโตที่ต้องเผชิญกับแรงต้านเชิงโครงสร้าง โดยตลาดเผชิญแรงกดดันจากนโยบายการเงินที่ตึงตัว หลังธนาคารกลางหลักเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวในระดับสูง ผนวกกับความกังวลหนี้สาธารณะที่ดันให้ Bond Yield ปรับตัวขึ้นสูงกว่าปี 2008 จนเข้ามากดดัน Valuation ของตลาด อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากแรงหนุนของวัฏจักรการลงทุน AI
INDEGO Monthly Outlook
October 2026
“Growth Against Gravity”
🔹 ภาพรวมตลาดการเงินโลกสะท้อนภาพการเติบโตที่ต้องเผชิญกับแรงต้านเชิงโครงสร้าง โดยตลาดเผชิญแรงกดดันจากนโยบายการเงินที่ตึงตัว หลังธนาคารกลางหลักเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวในระดับสูง ผนวกกับความกังวลหนี้สาธารณะที่ดันให้ Bond Yield ปรับตัวขึ้นสูงกว่าปี 2008 จนเข้ามากดดัน Valuation ของตลาด อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากแรงหนุนของวัฏจักรการลงทุน AI
🔹 ด้านนโยบายการเงิน ความกังวลต่อปัญหาเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวในระดับสูงทั่วโลก จากแรงกดดันด้านราคาพลังงานท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ คอขวดเทคโนโลยีจากการเร่งลงทุน AI และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายกีดกันการค้า ได้บีบให้ธนาคารกลางหลักต้องดำเนินนโยบายที่เข้มงวดเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ด้วยมุมมองว่าเศรษฐกิจและตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง ทำให้ Fed สามารถมุ่งเน้นไปที่การสกัดเงินเฟ้อได้อย่างเต็มที่ ขณะที่สัญญาณจาก Dot Plot สะท้อนโอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ ทั้งนี้ แม้ตัวเลขคาดการณ์จะสะท้อนการขึ้นดอกเบี้ยที่จำกัด แต่เราประเมินว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ปิดความเสี่ยงที่ Fed อาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่คาดไว้ หากแรงกดดันเงินเฟ้อยังคงยืดเยื้อ
🔹 ธีม “Higher for Longer” กำลังเข้ามาเป็นแรงกดดันสำคัญต่อตลาดการเงินโลก โดย Bond Yield ทั่วโลกได้ปรับตัวขึ้นสูงกว่าปี 2008 จากความกังวลด้านเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ผนวกกับปัญหาการก่อหนี้ภาครัฐและการออกพันธบัตรที่เพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางแรงซื้อจากธนาคารกลางที่ลดลง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ Term Premium ปรับตัวสูงขึ้นจนกลับเข้าใกล้ค่าเฉลี่ยก่อนยุค QE ซึ่งภาวะดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูงนี้ได้สร้างแรงกดดันต่อ Valuation ของตลาดหุ้น และมักจะกดดันให้ P/E ของตลาดถูก De-rating ทำให้ในระยะสั้นตลาดอาจต้องเผชิญกับความผันผวน อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงมีแรงส่งจากการลงทุนและการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน ที่ยังคงเดินหน้าต่อไปได้ เราจึงมองว่าตลาดหุ้นยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นและสร้างผลตอบแทนได้หากกำไรเติบโตตามคาดเพื่อชดเชยความเสี่ยงด้าน Valuation โดยแนะนำให้แบ่งทยอยสะสมเมื่อตลาดหุ้นอ่อนตัว และไม่เน้นการไล่ราคา
🔹 ปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนยังคงเป็นธีมการลงทุนด้าน AI แม้พัฒนาการอย่างก้าวกระโดดของโมเดลรุ่นใหม่จะสร้างความกังวลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จนเกิดกระแสเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนาลง แต่เราประเมินว่าในทางปฏิบัติทำได้ยากเนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะความก้าวหน้าของ AI จีนที่พัฒนาไล่ตามสหรัฐฯ มาติด ๆ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ความเก่งของ AI ที่เพิ่มขึ้นได้พาโลกเข้าใกล้ยุค AI Agent ที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ซับซ้อนและยาวนานขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนผ่านนี้เป็นตัวเร่งให้ความต้องการใช้งาน AI Tokens เติบโตอย่างก้าวกระโดด และกระตุ้นความต้องการกำลังการประมวลผลมหาศาลเพื่อรองรับการใช้งานจริง ด้วยเหตุนี้ เราจึงยังคงมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่ม AI Value Chain ต้นน้ำ และประเมินว่าจุดคอขวดของฮาร์ดแวร์จะเริ่มขยายวงกว้างจากเดิมที่กระจุกตัวเพียง GPU และ Memory ไปสู่ชิ้นส่วนอื่น ๆ เช่น CPU ในระยะถัดไป
🔹 สำหรับกลุ่ม Software ในช่วงที่ผ่านมาต้องเผชิญกับแรงกดดัน จากความกังวลในประเด็น AI Disruption จนทำให้ Valuation ถูกปรับลดลง อย่างไรก็ตาม การรายงานผลประกอบการในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาได้สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มบริษัทที่สามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมประสิทธิภาพในผลิตภัณฑ์ของตนกลับสามารถสร้างการเติบโตของรายได้ได้อย่างโดดเด่น นอกจากนี้ ความก้าวหน้าของโมเดล AI ยังนำไปสู่การประยุกต์ใช้งานและสร้างโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ ๆ ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Meta ที่นำเสนอโมเดลการหารายได้ผ่าน Muse AI Agent โดยเน้นการเก็บค่าธรรมเนียมจากฝั่งผู้ประกอบการเมื่อเกิดการทำธุรกรรมสำเร็จ ซึ่งแนวทางนี้สะท้อนภาพการสร้างรายได้จาก AI ที่จับต้องได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการพึ่งพารายได้แบบ Subscription จากผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว และยังเป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถเข้าสู่ตลาดที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม
🔹 ทางด้านกลุ่ม Cybersecurity ถือเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI เนื่องจากการพัฒนา AI ที่ฉลาดขึ้นได้ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือที่หนุนให้เกิดการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ ส่งผลให้ความเสี่ยงและมูลค่าความเสียหายจากการโจมตีเร่งตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ในปัจจุบัน สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้าน Cybersecurity ยังถือว่าเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ทั้งหมด ปัจจัยความจำเป็นในการยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยให้ก้าวทันภัยคุกคามนี้ จึงเป็นตัวกระตุ้นความต้องการและทำให้โอกาสการเติบโตของรายได้ในกลุ่มบริษัท Cybersecurity เริ่มมีความชัดเจนและแข็งแกร่งมากขึ้น
🔹 เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีแรงหนุนสำคัญจากแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยล่าสุดนักวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 3/2026 ของดัชนี S&P 500 ขึ้นสู่ระดับ 29.1% (YoY) จากเดิมที่ 26.7% นำโดยกลุ่มพลังงานและกลุ่มเทคโนโลยี หลังรายงานงบไตรมาส 2 ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งสะท้อนว่าโมเมนตัมการเติบโตของกำไรยังคงมีศักยภาพและยังคงเห็นการกระจายตัวที่ดีอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นตลาดอาจเผชิญกับความผันผวนจากความไม่แน่นอนทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเนื่องจากผลการเลือกตั้งในแต่ละฉากทัศน์ (Scenario) จะส่งผลต่อนโยบายการคลัง ภาระการขาดดุลงบประมาณ และทิศทางของ Bond Yield แตกต่างกันส่งผลให้ตลาดมีแนวโน้มเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังเพื่อรอความชัดเจนจากผลการเลือกตั้งดังกล่าว
🔹 ด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่นส่งสัญญาณการเข้าสู่ภาวะ Reflation หลังอัตราเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายกลับเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นอีกครั้ง โดยแนวโน้มเงินเฟ้อมีโอกาสยืนระยะได้ในกรอบ 3–5 ปีข้างหน้า หนุนโดยการปรับขึ้นค่าจ้างและการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน ขณะเดียวกัน บริษัทจดทะเบียนของญี่ปุ่นมีสัดส่วนการถือครองเงินสดในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ผนวกกับแรงผลักดันจากมาตรการ Corporate Reform ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และการจ่ายเงินปันผลปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นของ BOJ ยังช่วยหนุนส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของกลุ่มธนาคาร ควบคู่ไปกับกำไรของบริษัทจดทะเบียน ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งจากการได้รับประโยชน์ในฐานะห่วงโซ่อุปทานสำคัญของ AI Supply Chain ขณะที่ Valuation ยังอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล
🔹 ภาพรวมเศรษฐกิจจีนยังคงสะท้อนภาพการฟื้นตัวแบบ K-Shaped อย่างชัดเจน โดยอุปสงค์ภายในประเทศและการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก สวนทางกับการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (High-Tech Investment) ที่ยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง จากแรงผลักดันเชิงยุทธศาสตร์การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี (Tech Self-Reliance) ของรัฐบาลจีน ซึ่งทำหน้าที่เป็นเสาหลักสำคัญในการช่วยพยุงการเติบโตของเศรษฐกิจ พัฒนาการดังกล่าวยังส่งผ่านไปยังผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดย EPS Growth ของดัชนี STAR 50 เริ่มพลิกกลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดด นอกจากนี้ การปรับนำหุ้นของบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI Value Chain เข้าสู่ดัชนี STAR 50 อย่างต่อเนื่อง ยังช่วยยกระดับศักยภาพการเติบโตของกำไรและเพิ่มความน่าสนใจให้กับดัชนี STAR 50 ในภาพรวม
🔹 ตลาดหุ้นไทยยังคงได้รับแรงหนุนเชิงโครงสร้างจากกลุ่มส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับอุปสงค์ในห่วงโซ่อุปทาน AI Value Chain โลก ขณะที่การปรับตัวขึ้นของตลาดมีปัจจัยพื้นฐานรองรับจากการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะดัชนีหุ้นปันผลสูง (SETHD) ที่แนวโน้มกำไร (Forward EPS) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องขณะที่ Valuation ที่ยังคงซื้อขายอยู่ในระดับที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นเริ่มเห็นสัญญาณเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นไทยในเดือนกันยายนกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท จึงอาจต้องเพิ่มความระมัดระวังต่อความผันผวนในระยะสั้น
🔹 ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ทองคำยังคงได้รับแรงหนุนเชิงโครงสร้างจากธีม Dollar Debasement ท่ามกลางภาระหนี้สาธารณะและงบดุลของธนาคารกลางที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งหากสังเกตในช่วงที่ผ่านมา แม้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) จะปรับตัวขึ้น แต่ผลกระทบเชิงลบต่อราคาทองคำเริ่มมีอยู่อย่างจำกัด โดยมีแรงผลักดันสำคัญจากธนาคารกลางทั่วโลกที่เดินหน้าสะสมทองคำเข้าสู่ทุนสำรองเพื่อกระจายความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ นำโดยธนาคารกลางโปแลนด์และจีน ควบคู่ไปกับความต้องการลงทุนจากภาคเอกชนและนักลงทุนที่เริ่มไหลกลับเข้ามา ส่งผลให้ทองคำยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้ในระยะยาว
🔹 สำหรับกลยุทธ์การลงทุนประจำเดือนตุลาคม ท่ามกลางสภาวะที่ตลาดยังมีโอกาสเติบโตแต่เผชิญกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่สูงขึ้น เราแนะนำให้จัดพอร์ตด้วยความระมัดระวังและเน้นการกระจายความเสี่ยง โดยพอร์ตหลัก (Core Portfolio) แนะนำให้พิจารณาใช้กองทุนรวมผสม (Multi-Asset) เป็นแกนหลักเพื่อช่วยลดความผันผวน พร้อมทั้งลดน้ำหนักการลงทุนในพันธบัตรระยะยาว และหันมาเน้นหุ้นคุณภาพที่มีกระแสเงินสดมั่นคง ควบคู่ไปกับการถือครองสินค้าโภคภัณฑ์และเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น
ในส่วนของการลงทุนรายอุตสาหกรรม แนะนำให้ทยอยสะสมกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายพึ่งพาตนเอง (Self-Reliance) และกลุ่ม AI Value Chain รวมถึงหุ้น AI ของจีน ซึ่งเรายังคงมุมมองเชิงบวกสำหรับการลงทุนระยะยาว ขณะที่กลุ่ม Software ซึ่งเผชิญแรงกดดันด้าน Valuation จนราคาปรับลดลง และกลุ่ม Cybersecurity ที่มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งแต่ Valuation ค่อนข้างตึงตัวนั้น เราแนะนำให้จัดเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ (Tactical Play) โดยอาศัยเครื่องมือทางเทคนิคเข้ามาช่วยหาจังหวะเก็งกำไร มากกว่าการเข้าซื้อในทุกระดับราคา อย่างไรก็ดี หากนักลงทุนมีต้นทุนในสองกลุ่มนี้ที่ต่ำและได้เปรียบอยู่แล้ว ก็สามารถถือเพื่อลงทุนระยะยาวต่อไปได้ สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้จะมีปัจจัยพื้นฐานรองรับโอกาสการเติบโต แต่ในระยะสั้นยังคงมีความผันผวน จึงควรหลีกเลี่ยงการไล่ราคาและรอหาจังหวะเข้าสะสมตามแนวรับที่เหมาะสม
สำหรับมิติของการบริหารความเสี่ยง เราแนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ทางเลือก โดยเน้นทยอยสะสมทองคำบริเวณแนวรับสำคัญเพื่อทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ควบคู่ไปกับการดำรงสัดส่วนเงินสดในพอร์ตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อรักษาความยืดหยุ่นและเตรียมความพร้อมสำหรับโอกาสเข้าสะสมเมื่อตลาดเกิดการปรับฐาน ซึ่งถือเป็นยุทธวิธีสำคัญที่จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการแสวงหาผลตอบแทนและการป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่เหลือของปีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อ่านฉบับเต็มคลิก : https://www.indegowealth.com/wp-content/uploads/2026/10/Monthly-Outlook-Oct-2026-for-Web.pdf
INDEGO
Independence for Global Opportunities
#ยืนหนึ่งเรื่องกองทุนต้อง INDEGO
#รู้ลึกรู้จริง วิเคราะห์อย่างเป็นระบบ
#ให้คำปรึกษาที่เป็นกลางที่สุด
✅ สำหรับผู้สนใจลงทุนผ่านบริการของ INDEGO สามารถติดต่อลงทุนและสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
🌐 Website: https://indegowealth.com
📧 อีเมล [email protected]
📞 โทร: 02-233-9995
🗓 ทุกวันทำการ จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8:30 – 17:30 น.
